วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

reviewหนังสือหุ้น : รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI







"หนังสือหุ้นที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ของคุณพิชัย จาวลา"


ชื่อหนังสือ : รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI
ราคา : 190 บาท
ผู้เขียน : พิชัย จาวลา


สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ

หนังสือเล่มนี้เขียนถึง 2 เรื่องหลัก
1.ปัญหาที่สำคัญของ VI
2.ทฤษฎีระบบผลประโยชน์


ข้อ1 เขียนถึงปัญหาสำคัญที่สุดของ คนที่อยากลงทุนแบบ VI
เป็นด่านอรหันต์ที่ 98 ใน 100 คนจะผ่านไม่ไหว
คือ ทนรวยหรือถือหุ้นยาวๆ นานๆ ไม่ได้


คุณพิชัยบอกว่า ปัญหามาจาก 3 อย่าง


1. คาดการณ์ราคาหุ้น
กะเก็งว่าจะขึ้นหรือลง สุดท้ายก็พลาด


2. รอไม่ได้
เมื่อซื้อแล้วไม่ขึ้น เป็นเวลาหลายเดือน หรือเป็นปี
ก็ร้อนอกร้อนใจ ดังไฟสุมทรวง
จนทนไม่ไหว ขายออก ไปซื้อหุ้นอื่นที่ร้อนแรงกว่า


3.เสียดายกำไรที่หายไป
แม้อดทนจนราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นถึง 100%
แต่ธรรมชาติหุ้นเหมือนทะเล คือมีขึ้นมีลง
พอหุ้นเริ่มลง กำไรหายไป
เช่นจากกำไร 100% เหลือ80-70%
ก็หวั่นไหว กลัวราคาลงต่อ เสียดาย
จึงหยิบเบี้ยใกล้มือ ขายก่อน
เลยชวดโอกาสได้กำไร 10-20เด้งในอนาคต


คำถามคือ แล้วจะแก้ปัญหา 3 ข้อข้างบนยังไง
ซึ่งวิธีแก้ไข คุณพิชัยเขียนในหนังสือครับ
ที่โดนใจผม และแตกต่างกับเล่มอื่น
คือ เป็นวิธี ปฎิบัตินิยมทำได้ไม่ยากเกินไป


โดยเรามักคุ้นเคยกับคำแนะนำแบบที่ว่า
ให้อดทน อดกลั้น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
แต่คุณพิชัยบอกว่า นี้แหละ คือปัญหา
เพราะการ ฝืนทนคือการฝืนธรรมชาติมนุษย์
98% จึงจบที่ความล้มเหลว
เลยต้องอาศัย บางอย่างมาช่วย
เพื่อให้ทนรวยได้นาน โดยไม่ฝืนเกินไป
ซึ่งคุณพิชัยอธิบายวิธีอย่างละเอียด 
โดยเปรียบเทียบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายว่า  วิธีการนี้จะช่วยให้ถือหุ้น 5 ปี 10ปี ได้อย่างไร


ข้อ2 ทฤษฎีระบบผลประโยชน์ คือการลงทุนแบบแกะดำ
ดังคำพูดอมตะของ วอเร็น บัฟเฟต์ที่ว่า
โลภเมื่อคนอื่นกลัว และกลัวเมื่อคนอื่นโลภ
คือซื้อเมื่อตลาดถูกถล่มด้วยพายุข่าวร้าย มีแต่คนขาย
ขายเมื่อโลกเป็นสีชมพู คนแย่งซื้ออย่างบ้าคลั่ง
ซึ่งประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์แล้ว กลยุทธ์นี้ ถูกมากกว่าผิด
จึงมีหลายคนศึกษาทฤษฎีนี้ เพื่อนำมาใช้ลงทุน


ปัญหาคือ  พอลงทุนจริง ก็จะมี คำถามที่ต้องการคำตอบ
เพื่อมาประกอบการใช้ทฤษฎี เพื่อทำกำไรได้
เช่น ทำอย่างไรให้กล้า เมื่อคนอื่นกลัว
ดูยังไงว่า ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว
รู้ได้ไงว่า คนส่วนใหญ่ 97% กำลังซื้อหุ้น เราจะได้ขาย
คนส่วนน้อย 3% พวกเขาเป็นใคร
กลไกของทฤษฎีฯคืออะไร


ซึ่งคำถามทั้งหมดข้างต้น และอีกหลายคำถาม
คุณพิชัยได้อธิบายตอบคำถามอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างประกอบ
จึงเป็นคัมภีร์ที่ครบถ้วนกระบวนความ
สำหรับผู้สนใจทฤษฎีระบบผลประโยชน์อย่างแท้จริง


จุดเด่น


เป็นหนังสือที่เนื้อหาดี แน่น และอ่านง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง ของคุณพิชัย
โดยคุณพิชัยเคยออกหนังสือหุ้นมาแล้ว 2 เล่ม
แม้ทั้ง2 เล่มเป็นหนังสือดี
แต่สำหรับผม ก็มีจุดอ่อนอยู่


เล่ม1 เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง
ข้อเสียคือ เข้าใจยาก อ่านไม่สนุก
อธิบายแบบยืดยาว น้ำเยอะ ไม่กระชับ
ต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมา หลายรอบ กว่าจะเข้าใจ


ส่วนเล่ม2 รวยหุ้นล้นฟ้าด้วยระบบความคิดใหม่
แม้เข้าใจง่ายกว่าเดิมเยอะ
แต่ข้อเสียคือ เนื้อหาเบาไปนิด รายละเอียดน้อย
ตัวอย่างเช่น เขียนว่า จงเป็นคน3% หรือคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น
แต่ไม่ค่อยขยายความ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจแจ่มแจ้ง
เช่น ดูยังไงว่าตอนนี้ คน97%ซื้อหรือขาย
อยากเป็นคน 3 % ต้องทำอย่างไร เป็นต้น
คนจึงต้อง ลองผิดลองถูก หาคำตอบ ด้วยตัวเอง


ซึ่งหนังสือ รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI”
ปิดจุดอ่อน2เล่มข้างต้นได้ค่อนข้างดี
คือ อ่านสนุก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป
เขียนอย่างกระชับ สั้น ตรงประเด็น
และอธิบาย ตอบทุกคำถามที่คนสงสัย
เพื่อให้ใช้งานทฤษฎีระบบผลประโยชน์ ไปทำกำไรในตลาดหุ้นได้


จุดอ่อน (ในความเห็นผม)


หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ลึก แต่ไม่กว้าง
มีเนื้อหาหลักแค่ 2 เรื่อง ปัญหาของVIและวิธีแก้
และการนำทฤษฎีระบบผลประโยชน์ไปใช้งาน
ทั้ง 2 เรื่อง อยู่ในหัวข้อ จิตวิทยาลงทุน


แต่การลงทุนแบบ VI ให้สำเร็จ ต้องการอะไรมากกว่านั้น
ต้องรู้งบการเงิน จุดอ่อนจุดแข็งบริษัท
ต้องมองอนาคตธุรกิจให้ขาด
ต้องรู้วิธีหามูลค่าที่เหมาะสม ไม่แพงไป
ซึ่งทั้งหมดข้างต้น ไม่มีในเนื้อหาเลย
หนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่ One Stop Service ของการลงทุนแบบ VI
หากอยากแตกฉาน คงต้องใช้หนังสือเล่มอื่นมาประกอบด้วยครับ


สรุป หนังสือ รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI”
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ  ปัญหาของVIและวิธีแก้  
และการนำทฤษฎีระบบผลประโยชน์ไปใช้งาน
ซึ่งอ่านง่าย กระชับ เนื้อหาแน่นปึ๊ก ใช้งานได้จริง
จึงเป็นหนังสือที่แฟนพันธ์แท้ คุณพิชัย จาวลา ไม่ควรพลาดครับ 
Read More »

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

หุ้นPTT จะแย่เพราะปฏิรูปพลังงาน จริงหรือ ??

ภาพจาก http://www.pttplc.com/


ปฎิรูปโครงสร้างพลังงาน แทบไม่ส่งผลต่อพื้นฐานของหุ้น PTT”

ข่าวการปฎิรูปโครงสร้างพลังงาน
จนราคาน้ำมันเบนซินลดสูงสุดเกือบ 4 บาท
แถมฉุดราคาหุ้น PTT ดิ่งลงหนัก
ท่ามกลางคำถามว่า ปฏิรูปพลังงานคือหอกทิ่มแทงหุ้นPTT หรือไม่


การตอบคำถามข้างต้น ต้องเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน
เพื่อจะรู้ว่า ราคาน้ำมันที่หายไป
ใครได้ ใครเสีย


โดยโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน เปรียบเหมือนเค้ก 3 ชั้น
ชั้น1 คือราคาหน้าโรงกลั่น ประมาณ 60%
ชั้น2 คือกำไรและค่าการตลาด ประมาณ 4%
ชั้น3 คือภาษีและกองทุนน้ำมัน ประมาณ 36%

โดยชั้น1-2 PTT ได้ไป
ชั้น3 เป็นรายได้เข้ากระเป๋ารัฐ


ตัวอย่างเช่น น้ำมันเบนซินที่ปั้มขาย ราคาลิตรละ 10 บาท
เงิน 6.4 บาท (64%) คือชิ้นเค้กที่ PTT เอาไป
3.6 บาท(36%) แบ่งให้รัฐ


เมื่อดูรายละเอียดของการลดราคาน้ำมันเบนซินเกือบ 4 บาท
พบว่า เป็นการลดภาษีและกองทุนน้ำมัน
ไม่ได้แตะต้อง เค้กชั้น 1 , 2 ซึ่งเป็นส่วนของ PTT อย่างใด
ที่หายไปคือ เค้กชั้น 3 ที่เป็นส่วนของรัฐ

หุ้น PTT



ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1409554713

เก็บภาษีและกองทุนน้ำมันลดลง ส่งผลอย่างไร ??


ภาษีจากการขายน้ำมันนอกจากเป็นรายได้รัฐ
ส่วนหนึ่งถูกใช้มา กดราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำ
เพราะเมื่อก่อน รัฐเก็บ ภาษีจากน้ำมันเบนซินในอัตราสูง
พอภาษีของเบนซินลด รายได้รัฐย่อมลดตาม
หวยจึงมาออกที่ดีเซล คือถูกรัฐเรียกภาษีมากขึ้น 
เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป
เมื่อภาษีสูงขึ้น ต้นทุนมากขึ้น
ผลจึงเหมือนข่าว คือ ปั้มขายดีเซลแพงขึ้นนั่นเอง


ดีเซลแพงขึ้นแล้วไง ??


ดีเซลแพง ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น
เพราะเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้า
เนื่องจากดีเซลใช้กับรถขนส่งสินค้า เช่น 16ล้อ 10ล้อ กระบะ ฯลฯ
พอต้นทุนแพงขึ้น พ่อค้าย่อมใช้เป็นข้ออ้าง โก่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นนั่นเอง


สรุป คือ การปฏิรูปพลังงานครั้งนี้
ราคาน้ำมันที่ลดลง มาจากรายได้เข้ารัฐน้อยลง
ส่วนหุ้นPTT รับเนื้อๆ เน้นๆ เต็มๆ เหมือนเดิม
จึงไม่ได้กระทบกับพื้นฐานหุ้นแต่อย่างใด

แต่รัฐและประชาชน จะได้รับผลกระทบจากนโยบายปฎิรูปพลังงานหรือไม่

ผมเชื่อว่าผู้อ่านย่อมตัดสินใจด้วยตัวเอง

ขอบคุณครับ
Read More »

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สอนเล่นหุ้น- 7 ข้อคิดหุ้นปั่น

หุ้น นักเก็งกำไร



1. เล่นหุ้นปั่นเสมือนขายสินทรัพย์ทั้งหมด

 
   มาแทงหวย ไม่รวยก็เจ๊ง



2. เขียวเหมือนขึ้นบันได แดงเหมือนลงลิฟท์ จริงเสมอ



3. บทเจ้าทุบ เฝ้าหน้าจอ คีย์ขายยังไม่ทัน



4. ตราบใดที่ไม่ขาย กำไรที่เห็นคือ "ภาพลวงตา"



5. ทยอยขาย จนต้นทุนเหลือ 0 คือวิธีที่ถุกต้อง อย่าโลภ



6. เสี่ยสอง นักปั่นหุ้นชื่อดัง ไม่ซื้อหุ้นปั่น ซื้อแต่หุ้นพื้นฐานดี


   เรื่องนี้สอนอะไรแก่เราบ้าง


7. เล่นหุ้นพื้นฐานดีเถอะ เขารวยกันมาเยอะแล้ว



www.thaitfstock.com วิธีเล่นหุ้นพื้นฐานผสานเทคนิค
Read More »

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สอนเล่นหุ้น- 3วิธีค้นหาการลงทุนแบบของคุณเอง




"การจะรู้วิธีลงทุนแบบคุณ เกิดจากลงมือปฏิบัติ"

หากอยากลงทุนหรือเล่นหุ้นเก่ง 
หลักการก็เหมือนทำอย่างอื่นให้ประสบความสำเร็จ
คือต้องเรียนรู้ ศึกษาวิธีการ
รู้อะไรทำให้ได้กำไร อะไรทำให้ขาดทุนป่นปี้
ศึกษาจนเข้าใจ รู้ลึก รู้จริง
และนำมาปฎิบัติ สร้างประสบการณ์ จนชำนาญ เชี่ยวชาญ


ซึ่งปัจจุบัน ความรู้หุ้น แพร่หลายและหาง่ายมาก
ทั้งหนังสือ นิตยสาร งานสัมนา
เมื่อค้นหาทาง google คุณจะพบเว็บไซด์การลงทุนเป็นพัน
วีดีโอสอนลงทุนเป็นร้อย เอกสารเผยแพร่มากมายมหาศาล
ให้เรียนรู้แบบ Nonstop  7 วัน 24 ชั่วโมง


ปัญหาคือ เรามีเวลาไม่พอสำหรับเรียนทุกอย่าง
เพราะเรามีภารกิจประจำวันรัดตัวอยู่แล้ว
เช่น งานประจำ ธุรกิจส่วนตัว เรียนหนังสือ
อยู่กับแฟน ดูแลพ่อแม่ รับส่งและสอนการบ้านลูก
เลยเหลือเวลาจำกัดเพื่อหาความรู้ลงทุน

หากใช้เวลาที่มีน้อยนิด เรียนแบบ "เบี้ยหัวแตก"
คือเรียนทุกแนวทางแบบกระจัดกระจาย ฉาบฉวย ไม่เจาะลึก
ผลตอบแทนก็เหมือนทำงานคือ รู้น้อย ผลตอบแทนน้อยตาม
จึงต้องเลือก วิธีลงทุนที่เหมาะกับคุณมาหนึ่งวิธี
ศึกษา เรียนรู้ ให้เข้าใจ รู้จริง ทะลุปรุโปร่ง
ขับเคลื่อนชีวิตการลงทุนบนหนทางที่คุณถนัดและมีความสุข
จึงประสบความสำเร็จ ทำกำไรจากตลาดหุ้นได้


"อันความรู้รู้กระจ่างแค่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิด จักเกิดผล"


โทมัส อัลวา เอดิสัน คืออัจฉริยะของโลก ด้านการผลิตหลอดไฟ 
เด็กจนหนุ่ม เอดิสันหมกมุ่นอยู่เรื่องเดียว คือไฟฟ้า
ตอนเอดิสันเข้าโรงเรียน โดนดูถูกจากครูว่า โง่มาก 
โง่กว่าทุกคนในชั้นเรียน
เพราะไม่ฟังครู ไม่สนใจเรียน จนสอบตกทุกวิชา
เนื่องจากเอดิสันทุ่มเทเวลาให้กับการทดลองไฟฟ้า ไม่สนใจเรื่องอื่น
ผลสุดท้าย เอดิสันก็ไม่ได้เรียน นั่งทดลองไฟฟ้าอย่างเดียว 10 ปี


30 ปีผ่านไป เอดิสันกลายเป็นผู้รู้ลึก รู้จริง รู้ทะลุปรุโปร่ง 
เรื่องไฟฟ้ามากที่สุดคนหนึ่งของโลก
จากเด็กโง่ที่สุดในชั้น กลายเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลก
และสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ส่งผลดีต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาล
อย่างหลอดไฟฟ้า เครื่องบันทึกภาพ
ส่งผลให้เขาร่ำรวย มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่
สาเหตุเพราะ เอดิสัน เชี่ยวชาญเรื่องไฟฟ้ามากที่สุดในโลก


ถ้าคุณเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าคนอื่น
คุณจะเก่งกว่าใครทั้งหมด
และถ้าคุณเก่งกว่าใครในตลาดหุ้น ความร่ำรวยจะหนีไปไหน




ขั้นตอนการค้นหาการลงทุนแบบของคุณ











1.        เลือกวิธีลงทุน

พี่ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์  นักกลยุทธหุ้นชั้นนำของเมืองไทย 
บอกว่า แนวทางลงทุนหลักๆ มีอยู่แค่  แบบ


-          นักลงทุนระยะยาว เลือกหุ้นของกิจการยักษ์ใหญ่ 
มีความสามารถแข่งขันสูง ซื้อตอนราคาเหมาะสม ซื้อแล้วถือยาว


-          นักเก็งกำไร ผู้ศึกษาพฤติกรรมราคาหุ้นและปริมาณซื้อขาย
นำสถิตในอดีตมาคาดการณ์อนาคต เพื่อหาจังหวะซื้อขายหุ้นที่เหมาะสม


เลือกแนวทางที่ท่านชอบ สนใจ เข้าถึงข้อมูลง่าย มาหนึ่งวิธี

2.        ลงสนามจริง

เมื่อเลือกวิธีแล้ว ให้ ลงสนามจริง คือ ซื้อขายด้วยเงินจริงให้เร็วที่สุด
เช่น เลือกหุ้นดีแล้วลงทุนด้วยเงินจริง ซื้อขายหุ้นด้วยเงินจริง
แม้คุณอาจลองซื้อขายหุ้นด้วยเงินจำลอง เช่น โปรแกรม Click2win หรืออื่นๆ แต่ก็ไม่ควรนานเกินไป


ทำไมเราควรซื้อขายด้วยเงินจริงโดยเร็ว


เพราะเมื่อลงสนามจริง จะมีเรื่อง อารมณ์มาเกี่ยวด้วย
เช่น ความโลภ ความกลัว ความทุกข์
ซึ่งจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากลงทุนด้วยเงินจำลอง


โดยความโลภและความกลัวคือ ศัตรูหมายเลข 1” ของนักลงทุน
เพราะเมื่อถูกมันครอบงำ จะทำให้ลงทุนผิดพลาด ขาดทุน เกิดหายนะ
เช่น โลภจนซื้อหุ้นที่ราคาแพงสุดขีด สุดท้ายราคาหุ้นพุ่งดิ่งเหว
กลัวมื่อราคาหุ้นตกหนัก จนไม่ยอมซื้อหุ้นดีในราคาเหมาะสม
ส่งผลให้เจ๊งตลอด แม้ว่าแม่นทฤษฎีแค่ไหน
ส่วนความทุกข์ คือเมื่อลงทุนแล้ว ไม่มีความสุข เบื่อ เซ็ง อึดอัด
สาเหตุมักเกิดจาก การลงทุนที่ไม่ถูกจริต
เนื่องจากคงไม่มีใครสุข หากฝืนใจตัวเอง



ซึ่งการจะรู้ว่า วิธีลงทุนที่เราเลือก ช่วยคุ้มครองเราจากอารมณ์ข้างต้น
และเหมาะกับการเดินทางไกล ไปกับเราทั้งชีวิตหรือไม่
ก็เกิดจากลงทุนด้วยเงินจริงทั้งนั้น


ผมมีเพื่อนนักลงทุนหลายท่าน ที่ค้นพบการลงทุนแบบที่ใช่และมีความสุข
ซึ่งแตกต่างกับตอนเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง ขนาดตัวเขาเองยังแปลกใจ





สิ่งที่รู้+สิ่งที่รัก = ความสำเร็จ


บางท่านเห็นนักลงทุนระยะยาวทำกำไรมากมาย ก็เลยอยากเป็นบ้าง
แต่เมื่อเริ่มลงทุนจริงๆ พอราคาหุ้นตก ก็กลัว วิตก กังวล
ไม่สามารถทำสิ่งที่เป็น หัวใจ ของการลงทุนระยะยาว  
นั่นคือ  ไม่สนใจต่อความผันผวนของราคาหุ้น 
และเริ่มรู้ตัวว่ามีความสุขแบบ มีหุ้นในขาขึ้น มีเงินสดในขาลง มากกว่า
จนกลายเป็น นักเก็งกำไร ในที่สุด


ขณะที่บางท่านเริ่มจากการเป็น นักเก็งกำไร
แต่ไปไปมามา ก็รู้ตัวว่า เบื่อและไม่มีความสุข ที่ต้อง คาดเดาและซื้อขาย หุ้นทุกวัน
เขารู้สึกสุขที่ซื้อหุ้นพื้นฐานดี และถือไปเรื่อยๆ  ตราบที่บริษัทฯเติบโตแข็งแกร่งอยู่
จึงพัฒนามาเป็น  นักลงทุนระยะยาว  ในที่สุด


ความรู้ที่แท้จริง เกิดจากการปฎิบัติ ไม่ใช่เกิดจากตัวหนังสือครับ


3.       บริหารเงินทุนไม่ให้เจ๊ง 


เมื่อเริ่ม ลงทุนจริง แล้ว ขั้นตอนที่ต้องเริ่มพร้อมกันเลยทันที 
ก็คือ บริหารเงินทุนไม่ให้เจ๊ง"


โดยนิยามของ บริหารเงินทุนไม่ให้เจ๊ง ก็คือ  ทำให้ เงินทุน 
มีมูลค่าไม่น้อยกว่าเดิม หรือ ลดลงให้น้อยที่สุด


สาเหตุที่ต้องเริ่มพร้อมกันทันที 
เพราะข้อเสียของการลงสนามจริง คือ คุณอาจจะ เจ๊งจริง ได้ด้วย 
เนื่องจากขณะอยู่ในช่วงค้นหาแนวทาง 
ก็ย่อมมี ความผิดพลาด หรือ ลองผิดลองถูก เป็นธรรมดา  
ปัญหาคือความผิดพลาดบางครั้ง อาจทำให้คุณ ขาดทุนเละเทะอ่วมอรทัย 
ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นพื้นฐานดีแต่ ราคาแพงสุดขีด 
หรือเก็งกำไรในหุ้นเล็กที่ราคาพุ่งกระฉูด  แล้วเวลาผ่านไปสักพัก  
คุณเกิด ซวยสุดๆ ที่ราคาหุ้น 2 ชนิดข้างต้นลดลงอย่างหนัก 
และไม่กลับไปสู่จุดเดิมอีกเลย  
ดังนั้น การบริหารเงินทุน จึงต้องควบคู่กันไปในระหว่างค้นหาแนวทางเสมอ
เพื่อป้องกันสูญเสียเงินทุนมากเกินไป



หุ้น นักเก็งกำไร




ทำไมปกป้องเงินทุนจึงสำคัญนัก


ข้อแรกคือ รักษาชีวิตในตลาด
เพราะเงินทุน คือ สายน้ำแห่งชีวิตของนักลงทุน
หากเงินทุน "แห้งเหือด" จนหมด
ชีวิตนักลงทุนก็จบลงด้วย


ข้อสองคือ เมื่อ "ขาดทุน" หรือสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ 
คุณต้องพยายามมากกว่าเดิม เพื่อให้ได้ "สิ่งที่เคยมีแล้ว" กลับคืนมา


โดยหากคุณมีเงิน 100 บาท 
เมื่อขาดทุน 10% คือเหลือเงิน 90 บาท
ต้องนำเงินทุนที่เหลือ (90 บาท) ไปทำกำไร 11% จึงจะมีเงิน 100 บาทเท่าเดิม
เมื่อคุณขาดทุน 30% ต้องทำกำไร 43% จึงเท่าทุน
ซึ่งหากคุณขาดทุน 50% ต้องทำกำไรถึง 100% จึงเท่าทุน 





เครดิต : www.iammrmessenger.com


จะเห็นว่ายิ่งขาดทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำกำไรกลับเป็น % มากเท่านั้น 
เป็นการเสียเวลา เสียพลังงาน โดยเปล่าประโยชน์ 
ไม่มีอะไรงอกเงยเพิ่มขึ้นมาเลย


โดยกลยุทธ์ บริหารเงินทุน ที่น่าสนใจก็คือ
แบ่งเงินทุนออกมา 10-15% จากนั้นนำส่วนที่แบ่งมา
ลองผิดลองถูก ในตลาดหุ้นได้เต็มที่  
โดยกฎคือ จะไม่มีการเพิ่มเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น
จนกว่าจะพบแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราแล้วเท่านั้น 


ซึ่งข้อดีของกลยุทธ์ข้างต้นคือ คุณสามารถ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เต็มที่
เพราะหากคุณ ซวย เกิดความเสียหายในระดับรุนแรงมากๆ
ก็จะเสียหายเฉพาะแค่ 10 -15% ที่แบ่งมาลงทุนเท่านั้น
กลยุทธ์นี้ทำให้คุณค้นหาแนวทางการลงทุนจากสนามจริงได้ โดยไม่เจ็บตัวมากเกินไปครับ


สรุป

ความรู้การลงทุนมีหลายวิธี รายละเอียดปลีกย่อยมาก
เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด จึงต้องเลือก วิธีการลงทุนแบบเราเองหนึ่งวิธี
แล้วฝึกฝนให้รู้ลึก รู้จริง ปฎิบัติได้
การรู้ว่าแนวทางไหนเหมาะกับเรา จะเกิดจากการเล่นจริง เจ็บจริง ไม่อิงสตันท์
ซึ่งขณะค้นหาแนวทาง ควรมีการบริหารต้นทุนด้วย 
เพื่อป้องกันสูญเสียเงินทุนมากไปครับ 
Read More »
Google