แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนเล่นหุ้น-บริหารพอร์ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนเล่นหุ้น-บริหารพอร์ต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ติดดอยหุ้น ทำไงดี - หลุดดอยด้วยการลดต้นทุน




ติดดอย คือการที่ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อ
แตกต่างกับ ราคาปัจจุบันมาก
เช่น มีต้นทุน 10 บาท
แต่ราคาปัจจุบัน 8 บาท
คุณจะขาดทุนทางบัญชี 2 บาท หรือขาดทุน 20%
หากราคาปัจจุบันดิ่งลงต่อเนื่อง
เช่น จาก 8 เป็น 6 เป็น 4
แต่ต้นทุนเราแช่แข็งอยู่ 10 บาทเท่าเดิม
พอร์ตจะแดงเข้มขึ้น ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเรามองให้ดี
จะเห็นว่า ปัญหาของติดดอยคือ
“ต้นทุนซื้อ” ห่างไกลจากราคาปัจจุบัน มาก
จนขาดทุนทางบัญชีมากนั่นเอง


แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร
ง่ายมากครับ ถ้าปัญหาคือ ต้นทุนเราห่างจากราคาปัจจุบันมาก
เราก็ ดึงต้นทุนให้ “ต่ำลง” มาใกล้เคียงราคาปัจจุบัน
แค่นี้ เราก็ขาดทุนน้อย ไม่ติดดอยแล้ว





ตัวอย่าง ซื้อ 1000 หุ้น ต้นทุนหุ้นละ 10 บาท
เมื่อราคาเหลือ 8 บาท เราจะดึงต้นทุนลง ให้เหลือ 8.5 บาทต่อหุ้น
โดยมี 1000 หุ้นเท่าเดิม
เมื่อราคาลงอีกเหลือ 6 บาท เราก็ทำต้นทุนให้เหลือ 6.5 บาท
โดยจำนวนหุ้นเท่าเดิม
ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลงไหนลงกัน
ผลคือ ท่านจะขาดทุนต่ำ ไม่เครียด ไม่กังวล
หากราคาพลิกกลับเป็น 7 บาท ท่านอาจจะขายหมด 1000 หุ้น
เก็บกำไรกลับบ้าน 0.5 บาทต่อหุ้นแบบหมูๆ

ซึ่งหากเปรียบกับอีกคน ที่แช่แข็งต้นทุนอยู่ที่ 10 บาท
หากราคาลงไปเหลือ 6 บาท จะขาดทุนอ่วม 40%
พอราคากลับไป 7 บาท ก็ยังขาดทุน 30%
จะขายก็ขาดทุนหนัก หากไม่ขายก็กลัวราคาดิ่งลงอีก
จะขึ้นจะล่องก็เจ็บตัวทั้งนั้น
จะเห็นว่า ผลลัพธ์ที่ต่างกันฟ้ากับเหวของนักลงทุน 2 ท่าน
เกิดจาก “ต้นทุน” ที่ต่างกันนั่นเอง


สรุป

วิธีแก้ปัญหาติดดอยคือ
ทำให้ “ต้นทุน” หุ้นใกล้เคียงราคาปัจจุบันมากที่สุด
ถ้าราคาตลาดลด ต้นทุนเราลดด้วย
ส่งผลให้ขาดทุนน้อย ไม่เครียด ไม่กังวล
หากราคาพลิกเป็นเพิ่มขึ้น ก็ขายกำไรง่ายครับ
จบ

สนับสนุนความรู้ - เรียน Adwords เชิงกลยุทธ์ By SearchMonopoly

Read More »

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ติดดอยหุ้น ทำไงดี




(1) วิเคราะห์ว่า หุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นดีหรือไม่
หุ้นดีคือหุ้นของบริษัทฯที่ธุรกิจผูกขาดหรือคู่แข่งน้อย
สินค้าเป็นที่นิยมของตลาดและมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเป็นหุ้นดี ก็ไม่ต้องขาย ให้ซื้อเพิ่ม
เพราะหุ้นดีที่กำไรโตต่อเนื่อง
ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว
ดังนั้นโอกาสที่ราคาหุ้นจะกลับไปจุดเดิมยังมี


อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาด้วยว่า
หุ้นที่ติดดอยมีสัดส่วนเป็นกี่% ของ.พอร์ต
หากมากกว่า 30% ก็ไม่ควรซื้อเพิ่ม
เพราะเราอาจคิดผิดก็ได้
หากอนาคตเฉลยว่าหุ้นไม่ดีอย่างที่คิด
การซื้อเฉลี่ยขาลงจะยิ่งเปิดแผลให้ใหญ่ขึ้น
เนื่องจากราคาหุ้นอาจตกต่ำมากอย่างที่คุณคาดไม่ถึง
ดังนั้น เราจึงไม่ควรทุ่มเทกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
เพราะหากพลาด ความเสียหายจะรุนแรงมาก


(2) หากหุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นไม่ดี
คือ กำไรขึ้นๆลงๆ คู่แข่งมาก ปันผลสาบสูญ
ให้พิจารณาว่า หากขายทิ้งแล้ว ยอมรับผลขาดทุนได้หรือไม่
หากได้ ก็คิดเสียว่าเพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่ใช้
แล้วเริ่มต้นกับหุ้นตัวใหม่ดีกว่า


ทำไมจึงไม่ควรถือหุ้นไม่ดีในตลาดหุ้นขาลง
เพราะราคาอาจลงต่ออีกมาก
อย่าว่าแต่หุ้นไม่ดี แม้แต่หุ้นเกรดAที่มีกิจการผูกขาด
อดีตกำไรเป็นหมื่นล้าน
ปัจจุบันยังลงมาในระดับราคาที่ไม่เห็นด้วยตาคงไม่เชื่อ
ดังนั้นการตัดใจขายขาดทุนคือการประกันความเสี่ยงว่า
เงินทุนจะไม่หายไปมากกว่านี้


แต่หากผลขาดทุนทางบัญชีมากเกินกว่าจะขายขาดทุนได้ ให้ทำข้อ 3

(3) ขายสูงซื้อต่ำ หรือ short against port 
หากวิเคราะห์ว่าหุ้นที่ติดดอยราคาจะลดลงอีก
ให้ขายหุ้นจำนวนหนึ่ง แล้วซื้อกลับที่ราคาต่ำกว่าเดิม
เช่น ติดดอยหุ้นA จำนวน 1000 หุ้น ราคาปัจจุบัน1บาท
ให้ขายทิ้ง500หุ้น
เมื่อราคาหุ้นAลดลงเหลือ 0.9 บาท
ให้นำเงินสดจากการขายหุ้นที่ราคา1 บาท มาซื้อหุ้นคืน

ผลที่เกิดคือ ต้นทุนต่อหุ้นจะต่ำลง
เพราะจ่ายเงินเท่าเดิมแต่มีจำนวนหุ้นมากขึ้น
เมื่อราคาหุ้นหยุดตกและเพิ่มขึ้น
คุณจะหลุดดอยได้ไวหรือเสียหายน้อยลง
หรือหากสถานเลวร้ายสุดขีดคือราคาหุ้นไม่ฟื้นอีกเลย
การขายสูงซื้อต่ำทำให้คุณไม่เจ๊งหนักขึ้น
ซึ่งดีกว่าอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย


ดูคำอธิบายว่า ลดต้นทุนแก้ปัญหาติดดอยได้อย่างไรที่
http://www.thaitfstock.com/2016/01/blog-post.html




คำถามคือ แล้วจะรู้ได้ไงว่า ราคาหุ้นจะลงต่อ
คำตอบส่วนตัวผมคือ ดูจากกราฟราคาหุ้นซึ่งบอกเราว่า
หุ้นมีโอกาสลงต่อหรือขึ้นมากกว่ากัน (แม้จะไม่ถูกทุกครั้งก็ตาม)
กราฟบอกถึง Demand & Supply ของหุ้น
หากความต้องการซื้อมาก โอกาสที่ราคาเพิ่มย่อมมากกว่าลด
กลับกัน หากความต้องการขายมาก
ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่ราคาหุ้นจะลดลงต่อ


ทั้งหมดข้างต้นก็เป็นวิธีแก้ปัญหาติดดอยแบบของผม
หวังว่าคนที่มีปัญหาติดหุ้นคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย


ขอบคุณครับ
ท็อป
#เล่นพื้นฐานผสานเทคนิค

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หุ้น หลักการปรับพอร์ต (rebalance)



จากบทความที่แล้ว
มีพี่น้องถามว่า “มีหลักการปรับพอร์ตอย่างไงบ้าง”
ผมจึงขอเขียนรายละเอียดเพิ่ม
เพื่อให้ผู้สนใจนำไปใช้งานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

--------

(1)       % สัดส่วนเท่าไหร่
ตามทฤษฎี ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งต้องมีพอร์ตหุ้นน้อย
เพราะหุ้นมีความเสี่ยงจะขาดทุน เนื่องจากเราอาจเลือกหุ้นผิดตัวก็ได้ 
อย่าว่าแต่รายย่อย 
แม้แต่ผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นมืออาชีพ เก่ง ประสบการณ์มาก 
ก็เลือกหุ้นผิดมานักต่อนัก

เมื่ออายุมาก ช่วงเวลาทำเงินยิ่งน้อย เพราะใกล้เกษียณ  
ร่างกายทรุดลง เข้าโรงพยาบาลบ่อย ทำงานหนักมากเริ่มไม่ไหว
ความเสี่ยงที่หาเงินมาโป๊ะผลขาดทุนไม่ได้จึงสูงขึ้น
จึงเน้นจัดพอรต์ปลอดภัย กำไรพอเพียง
คือ เงินสดและตราสารหนี้มาก หุ้นน้อย เพื่อป้องกันมูลค่าพอร์ตลดลงมาก

คำถามคือ ตัวเลขสัดส่วนเท่าไหร่
คำตอบคือไม่มีตัวเลขเป๊ะๆ ต่างสำนักก็ต่างกัน
แต่อยู่ในทางเดียวกันหมด คือ ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงน้อย
โดยผมมีตัวเลขของ 2 หน่วยงานมาตรฐานเรื่องการเงินระดับประเทศ
คือ  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กับ TSI ของตลาดหลักทรัพย์ไทย
ใครชอบอันไหน ก็ใช้ได้ครับ

ที่มา  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)


ที่มา TSI 




(2)             ปรับพอร์ตเมื่อไหร่

พี่นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์  เขียนใน  www.dekisugi.net ว่า
หลักเกณฑ์ปรับพอร์ตมี 3 แบบ

1.           ตาม %  2.  ตามความเห็น  3. ตามเวลา




1. ตาม % หมายถึง กำหนดเป็น % ของหุ้นกับเงินสด  ถึงปุ๊บปรับปั้บ
ตัวอย่างเช่น เริ่มแรก หุ้นต่อเงินสด 60:40 
เมื่อหุ้นเพิ่มเป็น 70% ก็ขายหุ้นทำกำไร
ปรับพอร์ตเป็น 60:40 เหมือนเดิม

ข้อดีคือ ถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วในช่วงสั้น 
จะไม่พลาดโอกาสทำกำไร หรือหากหุ้นร่วงหนัก ก็ได้ช้อนซื้อหุ้นเช่นกัน 
แต่ข้อเสียคือ หากกำหนดกรอบ % แคบมาก 
เช่น จาก 60:40 เป็น 65:35 หรือ 55:45 
เมื่อตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นหรือลดลงเต็มที่ ต้องปรับพอร์ตบ่อยมาก 
อีกทั้งต้องเฝ้าดูตลาดหุ้นตลอดด้วย

2.  ตามความเห็น หมายถึง ถ้าคิดว่าราคาหุ้นจะลง ก็ขาย 
แต่ถ้าเห็นว่าราคาขึ้น ก็ซื้อ  
วิธีนี้นักลงทุนต้องใช้วิชา 
เช่น วิเคราะห์วัฏจักรธุรกิจ ประเมินมูลค่า หรือใช้กราฟร่วม (วิธีนี้ผมใช้อยู่) 
เพื่อฟันธงว่า ในอนาคตอันใกล้ หุ้นจะขึ้นหรือลง 
แล้วซื้อขายตามความเห็นนั้น 

ข้อดีคือ ถ้าถูกก็กำไรเยอะ แต่ถ้าผิด ก็ร้องให้หนักมาก 
อีกทั้งต้องทุ่มเทแรงและเวลาวิเคราะห์หุ้นตลอด

3. ตามเวลา หมายถึง กำหนดเวลาที่แน่นอน 
คือ 1 ไตรมาส หรือ 1 ปี ปรับพอร์ต 1 ครั้ง 
ตัวอย่างเช่น เริ่มแรกหุ้นต่อเงินสด 60:40 
ผ่านไป 1 ปี ก็ซื้อหรือขายหุ้นให้เป็น 60:40 เหมือนเดิม 
โดยมีงานวิจัยว่า ระยะยาว ไม่ว่าจะแบบ ไตรมาสครั้ง หรือ ปีครั้ง 
ผลตอบแทนไม่ต่างกันมาก  
ดังนั้นจะเลือกแบบไหนก็ได้ (แต่ปีเสียเวลาในชีวิตน้อยกว่า) 

วิธีนี้ข้อดีคือ ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเฝ้าตลาดหุ้น 
แต่ข้อเสียคือ ผลตอบแทนกลางๆ ไม่กำไรสูงมากแต่ไม่แย่

--------

คำถามคือ วิธีไหนดีที่สุด
คำตอบคือ ขึ้นกับความพอใจและประสบการณ์ 
ส่วนตัวเสนอว่า ช่วงแรกอาจเริ่มด้วย ตามเวลา เพราะง่ายต่อการปฏิบัติ 
แล้วหาความรู้ แนวทางเฉพาะตัว เพิ่มประสบการณ์ 
จึงค่อยเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มผลตอบแทนมากขึ้น
(แต่อย่าลืมชั่งน้ำหนักความเสี่ยงด้วย) 
ก็จะได้การบริหารพอร์ตแบบที่โดนใจเราครับ 

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

สอนเล่นหุ้น- บริหารความเสี่ยงอย่างไรในตลาดหุ้นขาลง



มี 2 คำถามน่าสนใจถามผมหลังไมค์

1. เป็นคนเล่นรอบ หุ้นตกเยอะ ช้อนซื้อดีไหม
ตอบ หากครบเงื่อนไข ซื้อเลย ตอนนี้โอกาสดี

2. ไม่กล้าซื้อหุ้น เพราะกลัวหุ้นลงต่อ 
หากซื้อแล้ว SET ไป 1200 1100 900 และ ต่ำลงเรื่อยๆ 
แบบนั้นไม่ขาดทุนกระจายหรือ
ตอบ เพราะอย่างงี้ไง ถึงต้องมีการบริหารความเสี่ยง

-------
ขยายความ
คำถามแรก

ลองนึกภาพ มีทางสามแยก 
ทางซ้ายมีไฟเขียวแดง ทางขวาก็เหมือนกัน 
ทั้ง 2 แยกสามารถนำเราไปสู่จุดหมายได้
ปัจจุบันทางซ้ายเป็นไฟเขียว ทางขวาเป็นไฟแดง
คำถามคือ เราจะเลี้ยวทางไหน เพื่อไปถึงจุดหมายไวที่สุด ??

ในชีวิตจริง เมื่อเราเห็นแยกที่เปิดไฟเขียว 
เราอาจเลี้ยวทางนั้น เพราะคิดว่าจะผ่านแยกได้
แต่เมื่อใกล้แยก ไฟเขียวมักเปลี่ยนเป็นแดง เลยไปต่อไม่ได้
ดังน้นคำตอบที่ถูกคือ ไปทางไฟแดง 
เพราะเมื่อขับถึงแยก ไฟแดงมักเปลี่ยนเป็นเขียว 
เราจึงไปได้เร็วกว่า

การซื้อขายหุ้นก็เช่นกัน หากท่านเล่นรอบ ต้องซื้อตอนหุ้นตก 
เพราะตลาดหุ้นเหมือนไฟเขียวแดง
คือ เปลี่ยนไปมา เป็นวัฏจักร 
ซื้อหุ้นตอนร่วงแรง จะได้ของถูก ซื้อแล้วก็รอ 
เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดหุ้นจะเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น 
ราคาหุ้นจะสูงกว่าตอนซื้อ 
เราจึงขายมีกำไร เก็บเงินสดไว้ รอรอบต่อไป

หากเราซื้อตอนราคาหุ้นขึ้นสูง จะมีต้นทุนแพงแถมเสี่ยง
เพราะวันหนึ่ง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง
ยิ่งซื้อตอนหุ้นขึ้นมากๆ ก็เหมือนแยกที่ไฟเขียวมานานแล้ว
โอกาสแดงมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นสำหรับนักเล่นหุ้นประเภทเล่นรอบ
การซื้อหุ้นเมื่อราคาขึ้นสูงแล้ว มักจบด้วยความผิดหวังเป็นส่วนมาก

----------

คำถามสอง
รู้ว่าซื้อตอนตกหนักได้ของถูก 
แต่กลัวว่าราคาหุ้นจะไหลลงยาว จนขาดทุนบักโกรก 
จะแก้ปัญหาอย่างไร ??

ในตลาดหุ้น ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน 
ไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้
หากเราคาดว่าซื้อตอนถูกแล้ว แต่เราอาจถูกหรือผิดก็ได้
คือ ราคาหุ้นอาจกลับตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้อีกเพียบ 
ดังนั้น จึงต้องมีการ “บริหารความเสี่ยง”
ซึ่งหมายถึง การเตรียมแผนเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นตามที่คิด

โดยบทความนี้จะกล่าวถึงการบริหารความเสี่ยงด้วย 
Asset Allocation / Rebalance 
Asset Allocation คือ การแบ่งสัดส่วนระหว่างหุ้นกับเงินสด 
ส่วน Rebalance คือ การปรับพอร์ตให้สัดส่วนคงเดิม 
เมื่อเวลาผ่านไป

ตัวอย่างเช่น คือ สมมุติ คุณมีเงินทุน 1 ล้านบาท
แบ่งสัดส่วนหุ้นกับเงินสด (Asset Allocation) เป็น 50 : 50 
คือซื้อหุ้นมูลค่า 5 แสน ถือเงินสด 5 แสน
เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน 
ราคาหุ้นลดลง เหลือมูลค่า 4 แสน
ดังนั้นพอร์ตรวมเหลือมูลค่า 9 แสน 
โดยมีสัดส่วนคือ หุ้น 45% และเงินสด 55% 
คุณจึงปรับพอร์ตให้สัดส่วน 50 : 50 เท่าเดิม (Rebalance)
คือ ถือเงินสด 4แสนห้า อีก 5หมื่นมาซื้อหุ้น 
โดย 6 เดือนหน้า ก็ทำกระบวนการแบบนี้อีก

จะเห็นว่า Asset Allocation / Rebalance มีข้อดีคือ
(1) เมื่อแบ่งสัดส่วนหุ้นกับเงินสด 
หากราคาหุ้นตกหนัก ความเสียหายจะเกิดน้อย 
จากตัวอย่าง แม้ราคาหุ้นลดลงถึง 25% 
แต่พอร์ตรวมจะขาดทุนแค่ 10% 
ถ้าซวยหนักลดลง 50% 
พอร์ตรวมจะขาดทุน 25% เท่านั้น 
ซึ่งต่างกับการซื้อเฉลี่ยขาลงจนเงินสดหมดหน้าตัก 
เพราะหากราคาหุ้นไม่ฟื้นอีกเลย ความเสียหายจะถึงเลวร้ายมาก

(2) ในกรณีราคาหุ้นตกต่อเนื่องยาวนาน 
ก็มีเงินสดซื้อหุ้นเพื่อลดต้นทุนเสมอ 
ต้นทุนถูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเมื่อราคาเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น 
หากขาดทุนจะคืนทุนไว หากกำไรก็จะกำไรมากขึ้น

(3) หากหุ้นขึ้นก็ทำกำไรได้ 
จากตัวอย่างที่แล้ว ถ้าราคาหุ้นฟื้นตัว 
เพิ่มขึ้นจนมูลค่าหุ้นเท่ากับ 7 แสน 
พอร์ตรวมจะมีค่า 7 แสน(มูลค่าหุ้น) + 4.5แสน (เงินสด) 
มีสัดส่วน หุ้น 61% เงินสด 49%
จึงขายหุ้นทำกำไร 1 แสนห้าหมื่น 
เพื่อปรับสัดส่วนหุ้น : เงินสด เป็น50 : 50 เท่าเดิม 
จะเห็นว่า วิธีนี้ช่วยให้คุณล็อคกำไรได้ด้วย 
เพราะ หากซื้อแล้วถือไว้เฉยๆ 
เมื่อราคาหุ้นลดลงอีกครั้ง ก็พลาดโอกาสทำกำไรเป็นรอบๆ



สรุป
หากเราทำ Asset Allocation / Rebalance ต่อเนื่อง
พอร์ตของเราจะปลอดภัยและมีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว 
เพราะตลาดขาลงไม่เสียหายมาก 
มีเงินสดช้อนซื้อหุ้นตลอด ขาขึ้นทำกำไรได้ 
ยิ่งหากหุ้นในพอร์ตเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลงาม 
ก็เหมือนเรามีฟาร์มห่านทองคำที่ออกไข่เป็นปันผลให้เราเรื่อยๆ เป็นการสร้างกระแสเงินสด (cashflow) อีกทางครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดี
------

ขอบพระคุณครับ
ท็อป


Read More »

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

สอนเล่นหุ้น- วิธีทนรวยและตัดขาดทุนให้ไว




ปัญหาหนักอกของการเล่นหุ้น มี 2 อย่าง

 1.ทนรวยไม่ได้ รีบขาย
จึงกำไรน้อย
บางทีขายแล้ว ได้แต่มองหุ้น
พุ่งสู่สวรรค์ อย่างสุดแสนเสียดาย

2. ตัดขาดทุนช้า
นั่งมองแผลตัวเอง ขยายใหญ่เรื่อยๆ
จนขาดทุนบักโกรก

คำถามคือ จะแก้ปัญหานี้อย่างไร

คำตอบคือ ต้องมี “มุมมอง” ที่ถูกต้อง
การเล่นหุ้นที่ถูก ต้องมองเหมือน “บริหารคน”
สมมุติเราคือ CEO บริษัท
หากลูกน้องคนหนึ่ง
โดดเด่น ทำตัวดี สร้างกำไรแก่บริษัทตลอด
เราจะ “ไล่ออก” ไหม
แน่นอน คำตอบคือ “ไม่”
เพราะทำดี จะไล่ออกทำไม ??


ในทางกลับกัน หากลูกน้องคนหนึ่ง
ทำตัวแย่ สร้างความเสียหายตลอด
ให้โอกาสแล้ว ก็ไม่กลับตัว
เราจะเลี้ยง คนแบบนี้ไหม
คำตอบคือ ไม่

เพราะ เลี้ยงไป ก็เสียข้าวสุก
แม้มีโปรไฟล์ดี ประวัติเริ่ด ก็ต้องทิ้ง
เพราะเราเสียเงิน จ้างมาทำกำไรให้บริษัท
มิใช่มาก่อความเสียหาย

การเล่นหุ้นก็เหมือนกันครับ
หากหุ้นเราขึ้นมาก ก็เหมือนลูกน้องที่ดี
เรายิ่งต้องกอดให้แน่น ราวกับกอดคนรัก
เพราะสร้างประโยชน์ ทำให้เรารวยเอา รวยเอา
เราจะปล่อยเขาทำไม ??

ในทางกลับกัน
หากเราเล่นเก็งกำไร
แม้หุ้นพื้นฐานดี โปรไฟล์ดีอย่างไร
หากซื้อแล้วลง
สร้างผลขาดทุน ก่อความเสียหาย
ก็เหมือนลูกน้องเลวๆ ที่แม้โปรไฟล์ดีอย่างไร
ยังไงต้องทิ้ง
เพราะเปล่าประโยชน์ ที่จะกอดความเสียหายไว้
ยิ่งกอด ยิ่งเจ๊ง

 --------------


สรุปคือ การเล่นหุ้น ก็เหมือนบริหารคน
เลี้ยงคนดี สร้างความร่ำรวยให้เราไว้
หลีกเลี่ยงคนไม่ดี ที่สร้างความฉิบหาย ให้ไกลๆ
ก็จะประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นได้ครับ

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สอนเล่นหุ้น- 7 ข้อคิดหุ้นปั่น

หุ้น นักเก็งกำไร



1. เล่นหุ้นปั่นเสมือนขายสินทรัพย์ทั้งหมด

 
   มาแทงหวย ไม่รวยก็เจ๊ง



2. เขียวเหมือนขึ้นบันได แดงเหมือนลงลิฟท์ จริงเสมอ



3. บทเจ้าทุบ เฝ้าหน้าจอ คีย์ขายยังไม่ทัน



4. ตราบใดที่ไม่ขาย กำไรที่เห็นคือ "ภาพลวงตา"



5. ทยอยขาย จนต้นทุนเหลือ 0 คือวิธีที่ถุกต้อง อย่าโลภ



6. เสี่ยสอง นักปั่นหุ้นชื่อดัง ไม่ซื้อหุ้นปั่น ซื้อแต่หุ้นพื้นฐานดี


   เรื่องนี้สอนอะไรแก่เราบ้าง


7. เล่นหุ้นพื้นฐานดีเถอะ เขารวยกันมาเยอะแล้ว



www.thaitfstock.com วิธีเล่นหุ้นพื้นฐานผสานเทคนิค
Read More »

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สอนเล่นหุ้น - ทำไม"หยุดขาดทุน"จึงสำคัญนัก

อย่าขาดทุน รักษาเงินต้นก่อน ค่อยทำกำไร
ประโยคเหล่านี้ มีประโยชน์และคุณค่ามาก


Read More »
Google