วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หุ้น ICHI : วิธีดูการ"เก็บหุ้น" ของรายใหญ่




มีพี่น้องถามว่า

ติด ICHI เอาไงดี

เมื่อดูกราฟราคาหุ้น ICHI

พบว่า 2 เดือนผ่านมา

ทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อเนื่อง

MACD < 0 มาก

สะท้อนว่า หุ้น ICHI อยู่ในแนวโน้มขาลง

ตามทฤษฎี หุ้นตัวใดเป็นขาลง

ราคาก็จะลงไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะไม่ลงแล้ว

โดย ณ ปัจจุบัน (27/10/57)

ยังไม่มีสัญญาณว่า สถานะการณ์จะดีขึ้น

จึงสรุปว่า ICHI มีโอกาสลงต่อ มากกว่าขึ้นครับ


หุ้น นักเก็งกำไร trend following
กราฟราคาหุ้น ichi (27/10/57)


------------


คำถามคือ มันจะลงถึงเมื่อไหร่

คำตอบคือ จนถึงจุดที่ นักลงทุนรายใหญ่หรือ มหาชน

เห็นว่า ราคาไม่แพง คุ้มค่า

จึงทุ่มเงินเข้าซื้อ

ซึ่งของสิ่งใดที่ความต้องการเพิ่มขึ้น

ราคาจะเพิ่มขึ้น ไม่ลดลง



แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า

รายใหญ่เก็บของ ตอนไหน ??

วิธีการคือ ดูที่กราฟราคา

จะปรากฎ ร่องรอย” 3 อย่าง คือ

1.    ปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นแบบมหาศาล

2.    มีแรงซื้อเข้ามาก (Buy > Sell)

3.    ราคาหุ้นเป็นแท่งเขียวยาว

ตัวอย่างเช่น หุ้น ICHI วันที่ 14/5/2014 ซึ่งตีความได้ว่า

รายใหญ่หรือมหาชน เห็นว่า

ราคาประมาณ 20.7

ไม่แพง คุ้มค่า น่าสนใจ

ซื้อแล้ว ไปขายต่อทำกำไรได้

จึงทุ่มเงิน ซื้อหุ้นมากมายมหาศาล

เมื่อความต้องการซื้อมาก ราคาหุ้นจึงพุ่งกระฉูด





------------


จากข้อมูลทั้งหมด

ICHI ทำไงต่อดี ??

คำตอบคือ หากติดที่ราคาสูง

ปัจจุบัน ไม่ใช่เวลาขายแล้ว

เพราะบริเวณนี้ ใกล้เคียงราคาที่ รายใหญ่เคยตะลุยเก็บหุ้น

ซึ่งปกตินิสัยมนุษย์ อะไรทำแล้วดี จะทำซ้ำ

คราวก่อนรายใหญ่เก็บหุ้น แถว 20.7

และไปขายทำกำไรแถว 27.5 -28

เมื่อราคาลงมา ใกล้เคียง 20.7

จึงมีโอกาส ที่รายใหญ่อาจเข้าเก็บหุ้นอีกครั้ง

เราจึงควรรอดูว่า แถว 20.7

มีแรงซื้อหุ้น ICHI อย่างมีนัยยะสำคัญไหม

หากมี ก็แสดงว่า เป็นแนวรับ

อันหมายถึง ราคาหุ้นน่าจะไม่ลงต่ำกว่า 20.7 มาก

เป็นเวลาซื้อ มากกว่าขาย

แต่หากแถวราคา 20.7 ไม่มีแรงซื้อ

แถมมีแรงขายหุ้นอย่างหนัก

ก็สะท้อนว่า รายใหญ่ หรือ มหาชน

เห็นว่า ราคา 20.7  ไม่น่าสนใจแล้ว

เมื่อถึงเวลานั้น ต้องตัดสินใจว่า ขายหรือถือต่อ ครับ




Read More »

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

PTTGC เอาไงดี ??





PTTGC เป็นแชมป์เปี้ยนเบอร์หนึ่ง ด้านพื้นฐาน

ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีประเทศไทย

แต่กลับสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอย่างสาหัส

เพราะราคาร่วงหนัก ต่อเนื่อง ยาวนาน

ลงแบบไม่ลืมหูลืมตา

จนผู้ที่ซื้อราคาสูง แล้วไม่ยอมขาย

ขาดทุนบัญชีกันระนาว อ่อนอกอ่อนใจตามๆกัน


----------

คำถามคือ PTTGC เอาไงดี ??

เมื่อวิเคราะห์ด้วยกราฟราคา

PTTGC เป็นขาลงแบบสมบูรณ์แบบ

ลงแบบโงหัวไม่ขึ้น

ซึ่งตามทฤษฎี

หากหุ้นมีแนวโน้มลดลง

ก็จะลงต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดลง

ซึ่งขณะนี้ ยังไม่เห็นแนวโน้มเลยว่า

จะยูเทริน์กลับ เป็นแนวโน้มขาขึ้นเมื่อไหร่

นั่นหมายถึง ปัจจุบัน โอกาสราคาลงต่อ

มีมากกว่าที่จะเพิ่มขึ้น



หุ้น นักเก็งกำไร
PTTGC


อย่างไรก็ตาม ในความมืดมิด ก็เริ่มมีแสงสว่างเล็กๆ

เพราะหลังจากราคาลดต่อเนื่อง ยาวนาน

จนมาถึง "แนวรับ" ที่ 58 บาท

โดย "แนวรับ" หมายถึง แนวที่ระดับราคาหุ้น ไม่ลดลงต่ำกว่า

เป็นราคาที่มีแรงซื้อเข้ามาก

จนเอาอยู่ อุ้มไหว ไม่ให้ราคาต่ำกว่าได้


ดังนั้น หากใครกล้ำกลืนฝืนทน

ถือหุ้นมานาน จนถึงวันนี้

เป็นจุดที่ไม่ควรขายทิ้ง

เพราะมีสัญญาณอ่อนๆว่า

อาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบ

เนื่องจาก ใกล้แนวรับ

จึงมีแรงซื้อมาพยุงราคา ไม่ให้ต่ำกว่า 58 ได้


------------


อย่างไรก็ตาม

แนวรับก็ไม่ใช่พนังทองแดง กำแพงเหล็ก ที่ไม่มีวันแตกสลาย

เราไม่ควรไว้ใจเต็ม100 ว่า แนวรับ "เอาอยู่"

ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

หากเอาอยู่ก็ดีไป

แต่หากเอาไม่อยู่ ราคาทิ้งดิ่งต่ำกว่าแนวรับ

จะเป็นการสะท้อนว่า มหาชนหรือนักลงทุนรายใหญ่

เห็นว่า 58บาท แพง ไม่คุ้มค่า ไม่น่าถือ

จึงขายทิ้ง เพื่อรอซื้อที่ราคาต่ำกว่า

หรือ ยกธงขาว ไปซื้อหุ้นตัวอื่น

ดังนั้น เราก็ต้องตัดสินใจ

ว่า "ขายทิ้ง" หรือ "ถือต่อ" ครับ


----------

สรุป 

PTTGC เป็นหุ้นขาลงโดยสมบูรณ์

เวลานี้ราคาถึงแนวรับแถว 58 บาท

หาก 58 เอาอยู่ มีแรงซื้อเข้าจู่โจมแบบหนาแน่น

ก็อาจจะเป็นจุดกลับตัวของแนวโน้มราคา

แต่หากเอาไม่อยู่

ก็ต้องตัดสินใจว่าจะ "ถือต่อ" หรือ

"สละเรือ" เพื่อเอาตัวรอดครับ

# นักเก็งกำไรด้วยปัจจัยพื้นฐาน


Read More »

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

reviewหนังสือหุ้น : รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI







"หนังสือหุ้นที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ของคุณพิชัย จาวลา"


ชื่อหนังสือ : รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI
ราคา : 190 บาท
ผู้เขียน : พิชัย จาวลา


สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ

หนังสือเล่มนี้เขียนถึง 2 เรื่องหลัก
1.ปัญหาที่สำคัญของ VI
2.ทฤษฎีระบบผลประโยชน์


ข้อ1 เขียนถึงปัญหาสำคัญที่สุดของ คนที่อยากลงทุนแบบ VI
เป็นด่านอรหันต์ที่ 98 ใน 100 คนจะผ่านไม่ไหว
คือ ทนรวยหรือถือหุ้นยาวๆ นานๆ ไม่ได้


คุณพิชัยบอกว่า ปัญหามาจาก 3 อย่าง


1. คาดการณ์ราคาหุ้น
กะเก็งว่าจะขึ้นหรือลง สุดท้ายก็พลาด


2. รอไม่ได้
เมื่อซื้อแล้วไม่ขึ้น เป็นเวลาหลายเดือน หรือเป็นปี
ก็ร้อนอกร้อนใจ ดังไฟสุมทรวง
จนทนไม่ไหว ขายออก ไปซื้อหุ้นอื่นที่ร้อนแรงกว่า


3.เสียดายกำไรที่หายไป
แม้อดทนจนราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นถึง 100%
แต่ธรรมชาติหุ้นเหมือนทะเล คือมีขึ้นมีลง
พอหุ้นเริ่มลง กำไรหายไป
เช่นจากกำไร 100% เหลือ80-70%
ก็หวั่นไหว กลัวราคาลงต่อ เสียดาย
จึงหยิบเบี้ยใกล้มือ ขายก่อน
เลยชวดโอกาสได้กำไร 10-20เด้งในอนาคต


คำถามคือ แล้วจะแก้ปัญหา 3 ข้อข้างบนยังไง
ซึ่งวิธีแก้ไข คุณพิชัยเขียนในหนังสือครับ
ที่โดนใจผม และแตกต่างกับเล่มอื่น
คือ เป็นวิธี ปฎิบัตินิยมทำได้ไม่ยากเกินไป


โดยเรามักคุ้นเคยกับคำแนะนำแบบที่ว่า
ให้อดทน อดกลั้น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
แต่คุณพิชัยบอกว่า นี้แหละ คือปัญหา
เพราะการ ฝืนทนคือการฝืนธรรมชาติมนุษย์
98% จึงจบที่ความล้มเหลว
เลยต้องอาศัย บางอย่างมาช่วย
เพื่อให้ทนรวยได้นาน โดยไม่ฝืนเกินไป
ซึ่งคุณพิชัยอธิบายวิธีอย่างละเอียด 
โดยเปรียบเทียบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายว่า  วิธีการนี้จะช่วยให้ถือหุ้น 5 ปี 10ปี ได้อย่างไร


ข้อ2 ทฤษฎีระบบผลประโยชน์ คือการลงทุนแบบแกะดำ
ดังคำพูดอมตะของ วอเร็น บัฟเฟต์ที่ว่า
โลภเมื่อคนอื่นกลัว และกลัวเมื่อคนอื่นโลภ
คือซื้อเมื่อตลาดถูกถล่มด้วยพายุข่าวร้าย มีแต่คนขาย
ขายเมื่อโลกเป็นสีชมพู คนแย่งซื้ออย่างบ้าคลั่ง
ซึ่งประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์แล้ว กลยุทธ์นี้ ถูกมากกว่าผิด
จึงมีหลายคนศึกษาทฤษฎีนี้ เพื่อนำมาใช้ลงทุน


ปัญหาคือ  พอลงทุนจริง ก็จะมี คำถามที่ต้องการคำตอบ
เพื่อมาประกอบการใช้ทฤษฎี เพื่อทำกำไรได้
เช่น ทำอย่างไรให้กล้า เมื่อคนอื่นกลัว
ดูยังไงว่า ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว
รู้ได้ไงว่า คนส่วนใหญ่ 97% กำลังซื้อหุ้น เราจะได้ขาย
คนส่วนน้อย 3% พวกเขาเป็นใคร
กลไกของทฤษฎีฯคืออะไร


ซึ่งคำถามทั้งหมดข้างต้น และอีกหลายคำถาม
คุณพิชัยได้อธิบายตอบคำถามอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างประกอบ
จึงเป็นคัมภีร์ที่ครบถ้วนกระบวนความ
สำหรับผู้สนใจทฤษฎีระบบผลประโยชน์อย่างแท้จริง


จุดเด่น


เป็นหนังสือที่เนื้อหาดี แน่น และอ่านง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง ของคุณพิชัย
โดยคุณพิชัยเคยออกหนังสือหุ้นมาแล้ว 2 เล่ม
แม้ทั้ง2 เล่มเป็นหนังสือดี
แต่สำหรับผม ก็มีจุดอ่อนอยู่


เล่ม1 เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง
ข้อเสียคือ เข้าใจยาก อ่านไม่สนุก
อธิบายแบบยืดยาว น้ำเยอะ ไม่กระชับ
ต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมา หลายรอบ กว่าจะเข้าใจ


ส่วนเล่ม2 รวยหุ้นล้นฟ้าด้วยระบบความคิดใหม่
แม้เข้าใจง่ายกว่าเดิมเยอะ
แต่ข้อเสียคือ เนื้อหาเบาไปนิด รายละเอียดน้อย
ตัวอย่างเช่น เขียนว่า จงเป็นคน3% หรือคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น
แต่ไม่ค่อยขยายความ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจแจ่มแจ้ง
เช่น ดูยังไงว่าตอนนี้ คน97%ซื้อหรือขาย
อยากเป็นคน 3 % ต้องทำอย่างไร เป็นต้น
คนจึงต้อง ลองผิดลองถูก หาคำตอบ ด้วยตัวเอง


ซึ่งหนังสือ รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI”
ปิดจุดอ่อน2เล่มข้างต้นได้ค่อนข้างดี
คือ อ่านสนุก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป
เขียนอย่างกระชับ สั้น ตรงประเด็น
และอธิบาย ตอบทุกคำถามที่คนสงสัย
เพื่อให้ใช้งานทฤษฎีระบบผลประโยชน์ ไปทำกำไรในตลาดหุ้นได้


จุดอ่อน (ในความเห็นผม)


หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ลึก แต่ไม่กว้าง
มีเนื้อหาหลักแค่ 2 เรื่อง ปัญหาของVIและวิธีแก้
และการนำทฤษฎีระบบผลประโยชน์ไปใช้งาน
ทั้ง 2 เรื่อง อยู่ในหัวข้อ จิตวิทยาลงทุน


แต่การลงทุนแบบ VI ให้สำเร็จ ต้องการอะไรมากกว่านั้น
ต้องรู้งบการเงิน จุดอ่อนจุดแข็งบริษัท
ต้องมองอนาคตธุรกิจให้ขาด
ต้องรู้วิธีหามูลค่าที่เหมาะสม ไม่แพงไป
ซึ่งทั้งหมดข้างต้น ไม่มีในเนื้อหาเลย
หนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่ One Stop Service ของการลงทุนแบบ VI
หากอยากแตกฉาน คงต้องใช้หนังสือเล่มอื่นมาประกอบด้วยครับ


สรุป หนังสือ รวยหุ้นด้วยระบบผลประโยชน์หรือ VI”
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ  ปัญหาของVIและวิธีแก้  
และการนำทฤษฎีระบบผลประโยชน์ไปใช้งาน
ซึ่งอ่านง่าย กระชับ เนื้อหาแน่นปึ๊ก ใช้งานได้จริง
จึงเป็นหนังสือที่แฟนพันธ์แท้ คุณพิชัย จาวลา ไม่ควรพลาดครับ 
Read More »

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

หุ้นPTT จะแย่เพราะปฏิรูปพลังงาน จริงหรือ ??

ภาพจาก http://www.pttplc.com/


ปฎิรูปโครงสร้างพลังงาน แทบไม่ส่งผลต่อพื้นฐานของหุ้น PTT”

ข่าวการปฎิรูปโครงสร้างพลังงาน
จนราคาน้ำมันเบนซินลดสูงสุดเกือบ 4 บาท
แถมฉุดราคาหุ้น PTT ดิ่งลงหนัก
ท่ามกลางคำถามว่า ปฏิรูปพลังงานคือหอกทิ่มแทงหุ้นPTT หรือไม่


การตอบคำถามข้างต้น ต้องเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน
เพื่อจะรู้ว่า ราคาน้ำมันที่หายไป
ใครได้ ใครเสีย


โดยโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน เปรียบเหมือนเค้ก 3 ชั้น
ชั้น1 คือราคาหน้าโรงกลั่น ประมาณ 60%
ชั้น2 คือกำไรและค่าการตลาด ประมาณ 4%
ชั้น3 คือภาษีและกองทุนน้ำมัน ประมาณ 36%

โดยชั้น1-2 PTT ได้ไป
ชั้น3 เป็นรายได้เข้ากระเป๋ารัฐ


ตัวอย่างเช่น น้ำมันเบนซินที่ปั้มขาย ราคาลิตรละ 10 บาท
เงิน 6.4 บาท (64%) คือชิ้นเค้กที่ PTT เอาไป
3.6 บาท(36%) แบ่งให้รัฐ


เมื่อดูรายละเอียดของการลดราคาน้ำมันเบนซินเกือบ 4 บาท
พบว่า เป็นการลดภาษีและกองทุนน้ำมัน
ไม่ได้แตะต้อง เค้กชั้น 1 , 2 ซึ่งเป็นส่วนของ PTT อย่างใด
ที่หายไปคือ เค้กชั้น 3 ที่เป็นส่วนของรัฐ

หุ้น PTT



ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1409554713

เก็บภาษีและกองทุนน้ำมันลดลง ส่งผลอย่างไร ??


ภาษีจากการขายน้ำมันนอกจากเป็นรายได้รัฐ
ส่วนหนึ่งถูกใช้มา กดราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำ
เพราะเมื่อก่อน รัฐเก็บ ภาษีจากน้ำมันเบนซินในอัตราสูง
พอภาษีของเบนซินลด รายได้รัฐย่อมลดตาม
หวยจึงมาออกที่ดีเซล คือถูกรัฐเรียกภาษีมากขึ้น 
เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป
เมื่อภาษีสูงขึ้น ต้นทุนมากขึ้น
ผลจึงเหมือนข่าว คือ ปั้มขายดีเซลแพงขึ้นนั่นเอง


ดีเซลแพงขึ้นแล้วไง ??


ดีเซลแพง ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น
เพราะเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้า
เนื่องจากดีเซลใช้กับรถขนส่งสินค้า เช่น 16ล้อ 10ล้อ กระบะ ฯลฯ
พอต้นทุนแพงขึ้น พ่อค้าย่อมใช้เป็นข้ออ้าง โก่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นนั่นเอง


สรุป คือ การปฏิรูปพลังงานครั้งนี้
ราคาน้ำมันที่ลดลง มาจากรายได้เข้ารัฐน้อยลง
ส่วนหุ้นPTT รับเนื้อๆ เน้นๆ เต็มๆ เหมือนเดิม
จึงไม่ได้กระทบกับพื้นฐานหุ้นแต่อย่างใด

แต่รัฐและประชาชน จะได้รับผลกระทบจากนโยบายปฎิรูปพลังงานหรือไม่

ผมเชื่อว่าผู้อ่านย่อมตัดสินใจด้วยตัวเอง

ขอบคุณครับ
Read More »
Google