วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สอนเล่นหุ้น- เข้าคอร์สหุ้นอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

มีพี่น้องถามประเด็นซึ่งน่าสนใจ คือ

เข้าคอร์สหุ้นหลายคอร์ส

แต่ยังเจ๊ง ติดดอย ขาดทุน

จึงมีคำถามว่า ปัญหาคืออะไร

และแก้ไขอย่างไรดี



ภาพจาก http://www.maoinvestor.com/


จากประสบการณ์ตรง

ที่เรียนคอร์สหุ้นมาพอสมควร

เห็นว่า "เรียนแล้วไม่ได้ผล"

เกิดจาก 2 ประเด็น

คือ รู้ด้านเดียว กับ การปฏิบัติตามทฤษฎี



-------------------


1. รู้ด้านเดียว 

เวลาเข้าคอร์สหุ้น

เรามักเรียน "ข้อดี" ของคอร์สนั้น

เช่น กำไรมาก แม่นยำ ประสบความสำเร็จอย่างไร

แต่ความจริงคือ

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ

ระบบลงทุนเช่นกัน

ย่อมมี"จุดเด่น" และ "จุดด้อย"

ซึ่งจุดด้อย คือ

เวลา หรือ เงื่อนไข ที่ระบบลงทุนไม่ได้ผล

ตัวอย่างเช่น ระบบลงทุนตามแนวโน้ม

จุดด้อยคือ เมื่อตลาดหุ้นเกิดแนวโน้มขาลง หรือ sideway

มักขาดทุน มากกว่ากำไร เป็นต้น




ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย



เหตุผลหนึ่งที่เรียนคอร์สหุ้น

แต่ยังขาดทุน เจ๊ง ไม่ประสบความสำเร็จ

มาจากรู้ข้อดี แต่ไม่รู้ข้อเสีย

ไม่รู้เวลาไหนใช้ดี ไม่ดี

เพราะเมื่อเล่นหุ้น ในภาวะที่เป็น "จุดอ่อน" ของระบบ

จะผิดมากกว่าถูก

ทุนเริ่มหาย กำไรหด

เงินที่ได้มา คืนตลาดเกลี้ยง

บางคนโชคร้าย ติดดอย ขาดทุนยับ



ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

คอร์สเล่นหุ้นที่เรียนจบ แล้วใช้ได้จริง

ผู้สอนจะรู้ลึก รู้จริง ในจุดอ่อน จุดแข็ง อย่างทะลุปุรโปร่ง

รู้เวลาใดควร ไม่ควร

มีวิธีแก้ปัญหา หากเหตุการณ์ไม่เป็นตามทฤษฎี

แล้วชี้แจงให้ผู้เรียน ได้ข้อมูลครบถ้วน

ดังนั้นเมื่อเวลาที่เป็นจุดอ่อนมาถึง

ผู้เรียนจึงรู้ และหลีกเลี่ยงขาดทุนหนักสำเร็จ

เลยรักษากำไรและเงินทุนได้



ส่วนคอร์สที่เรียนแล้ว ไม่เวิร์ค

คือคอร์สที่พูดแต่จุดเด่น

ยกตัวอย่างเฉพาะกรณีที่สำเร็จ

แต่ไม่บอก จุดด้อย เวลาใดควรไม่ควร

ไม่บอกว่า หากมีสถานการณ์ไม่เหมือนทฤษฎีที่สอน
จะแก้ไขอย่างไร

ทำให้เมื่อเล่นหุ้นจริง และเกิดเหตุไม่เหมือนตอนเรียน(ซึ่งมักเจอบ่อย)

ผู้เรียนจึงแก้ปัญหาไม่ได้

เลยขาดทุน ติดดอย หายนะ

จนเล่นหุ้นไม่สำเร็จในที่สุด



สรุปคือ การเข้าคอร์สหุ้นให้

มีกำไร ต้องรู้ข้อดี และ ข้อเสีย แบบทะลุปุโปร่ง

เพื่อซื้อขายได้ถูกจังหวะ

และปกป้องเงินทุนได้

ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจนั่นเองครับ


-------------------



2. นำทฤษฎีมาปฎิบัติ

แม้เจออาจารย์ที่เก่ง รู้ลึก รู้จริง

แต่ไม่ได้หมายความว่า

คุณจะเล่นหุ้นแล้ว ไม่ขาดทุน กำไร ประสบความสำเร็จ

เพราะความสำเร็จ เกิดจากนำทฤษฎี มาปฏิบัติได้

ดังนั้น ถึงมีที่ปรึกษาขั้นเทพ

แต่ปฏิบัติตามไม่ได้ ก็ไร้ค่า



คำถามคือ ทำไมจึงทำไม่ได้

คำตอบคือ เกิดจาก

จริต และ ความตั้งใจ


จริต คือ นิสัย ความคิด มุมมอง

ชอบไม่ชอบอะไร ในแบบของเรา

หากวิธีและคำแนะนำของผู้สอน

สวนทางกับจริตของผู้เรียนแบบ 180 องศา 

มีแนวโน้มสูงเท่าต้นตาล

ที่ผู้เรียนปิบัติตามคำสอนแล้วล้มเหลว

เพราะคนเมื่อทำสิ่งไม่ชอบ

จะเบื่อ เซ็ง หงุดหงิด

ขาดความกระตือรืนร้น ที่จะเรียนรู้อย่างรุนแรง

ดังนั้น ก็คงไม่แปลก

หากเราไม่ชอบสิ่งใด

จะทำสิ่งนั้นไม่ได้ และล้มเหลวในที่สุด



ตัวอย่างเช่น

ผู้สอนเก่งการเล่นหุ้นตามแนวโน้ม (trend following)

ซึ่งต้องทำเหมือน พลปืนซุ่มยิง (Sniper)

คือใจเย็นเป็นน้ำแข็ง

อดทน รอคอยได้นาน

หากไม่มีจังหวะสวยๆ

ก็รอได้ เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน

เมื่อซื้อแล้วถูกทาง

ก็ไม่รีบขาย ทนรวยได้นาน



แต่ถ้าคุณเป็นคนใจร้อน

ไม่อยากถือหุ้นนาน ชอบซื้อขายบ่อย

การให้ปฎิบัติแบบนักเล่นหุ้นตามแนวโน้ม

ก็เหมือน ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า

คือกล้ำกลืนฝืนใจทำ

สุดท้าย จะล้มเหลวในที่สุด



ดังนั้นหากคุณรู้จริต นิสัย ตัวตนคุณ

แล้วเลือกคอร์สหุ้น ให้เหมาะกับนิสัย

จะได้ประโยชน์หนักมาก

เพราะเป็นการ put the right man on the right job

ขับเคลื่อนวิธีเล่นหุ้น บนจุดเด่นของคุณ

คุณจึงรู้สึกดี สนุก ไม่ฝืน

กระตือรือร้น ขนขวาย ที่ทำให้ตัวเองเก่งขึ้น

จึงมีโอกาสสูง ที่จะปฎิบัติตามคำแนะนำ ได้สำเร็จ




ใช้คนให้ถูกงาน 


สุดท้าย คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจ

เมื่อคุณมีที่ปรึกษาที่เก่ง รู้ลึก รู้จริง

เมื่อคุณรู้จริต และ รู้แนวทางเล่นหุ้นแบบคุณ

และหากคุณเพิ่ม ความมุ่งมั่นตั้งใจ

เรียนรู้จริงจัง ขยันอย่างบ้าคลั่ง

ต่อสู้กับอุปสรรคปัญหา อย่างทรหดอดทน

ผลคือ คุณจะเล่นหุ้นเก่ง รู้ลึก รู้จริง

ชำนาญ เชี่ยวชาญ แก้ปัญหาได้

แล้วมันจะไม่สำเร็จได้ไงล่ะครับ ??

-------------------


สรุป

การเข้าคอร์สหุ้นให้ประสบความสำเร็จ

ไม่ขาดทุน ติดดอย มีกำไร

ต้องได้ครบ 3 ข้อ

1. รู้ จุดเด่น จุดด้อย

ของวิธีเล่นหุ้นที่เรียน อย่างทะลุปรุโปร่ง

2. รู้จริตนิสัย ตัวเอง

ชอบ ไม่ชอบ อะไร

แล้วเลือกคอร์สหุ้นให้เหมาะกับตัวเอง

3. มุ่งมั่นตั้งใจ ขยัน ไม่ยอมแพ้


หากมีครบ 3 ข้อ

การเข้าคอร์สหุ้น จะเกิดประโยชน์มาก

ส่งผลให้คุณเล่นหุ้นเก่ง มีกำไร

และประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนครับ




Read More »

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

สอนเล่นหุ้น- กับดักของ economies of scale



อดีต เราคิดว่า "การประหยัดขนาด"

หรือ economies of scale (EOS)



คือปัจจัยหลัก ที่ตัดสินแพ้ชนะ

บริษัทไหนมากกว่า

จะได้เปรียบ แข็งแกร่ง กำไรมากกว่า


เพราะ EOS

คือการผลิตสินค้า จำนวนมากมหาศาล

แต่ต้นทุนต่อหน่วยเกือบคงที่

ยิ่งผลิตจำนวนมาก ราคาต่อหน่วยยิ่งต่ำ

จึงต้นทุนถูก ได้เปรียบ ชนะคู่แข่งได้


แต่หลักคิดนี้ ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา

Tesco Lotus บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่

ซึ่งได้เปรียบเรื่อง EOS เป็นอันดับต้นของโลก

ประกาศงบการเงินไตรมาส 1/58

ผลคือขาดทุนยับเยิน กว่า 5พันล้านปอนด์

เป็นหนึ่งผลขาดทุน ที่สูงที่สุดในประศาสตร์ธุรกิจอังกฤษ

และที่น่าห่วงกว่างบกำไรขาดทุน

คือ market share หรือ ส่วนแบ่งการตลาด

ดำดิ่ง ลด ตกต่ำลง


สะท้อนว่า EOS ซึ่งเคยเป็นจุดเด่น

มิได้ทำให้ Lotus เหนือกว่า คู่แข่งอีกต่อไป


คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบคือ จุดอ่อนของ EOS คือ

ปริมาณมาก แต่ไม่มี "จุดเด่น" ชัดเจน


มี 2 บริษัท ซึ่งเล็กกว่า Tesco บานตะเกียง

เล็งเห็นจุดตายนี้

จึงสร้าง "จุดเด่น" ที่แตกต่างและดีกว่า

และกำลังเป็นปลาเล็กไล่อัดปลาใหญ่

แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างดุดัน


บริษัทแรก Aldi and Lidl (A&L)

ซึ่งสังเกตุว่า Tesco ถูกแต่ไม่สุด

A&L จึงประกาศ "จุดเด่น" ที่แตกต่าง

คือ ถูกสุดขีด ถูกกว่าทุกเจ้า(Lotusด้วย)

โดยเฉพาะอาหารพื้นฐาน

เช่น เนย นม ขนมปัง

น้ำตาล ซอส น้ำมันพืช

ผงซักฝอก ยาสีฟัน สบู่ ฯลฯ
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ซื้อซ้ำ ซื้อทุกบ้าน

คนจึงแห่ซื้อของกับ A&L ล้มหลาม


บริษัท 2 คือ waitrose

waitrose สังเกตุว่า

อาหารสด เช่น เนื้อ ปลา ผัก ผลไม้ ใน Supermarket ส่วนใหญ่

รสชาติงั้นๆ ไม่แย่แต่ไม่ดี

กินแค่แก้หิว แต่ไม่อร่อย


watirose จึงสร้างสิ่ง "แตกต่างและดีกว่า"

คือสร้าง Supermarket ที่รสชาติเหมือนภัตตาคาร

คือ แพง หรูหรา คุณภาพเลอเลิศ

อาหารสด ผัก ผลไม้

เป็นวัตถุดิบเกรด A

รสชาติดีมาก อร่อยสุดขีด

พูดง่ายๆ watirose  ใส่รสชาติแบบภัตตาคาร ลงในสินค้า

จุดเด่นนี้ ทำให้คนที่อยากกินอาหารอร่อย รสชาติเยี่ยม

คิดถึง waitrose ก่อนใคร


จุดเด่นเรื่อง ราคาของ A&L

และ คุณภาพของ waitrose

ทำให้ Tesco Lotus ติดอยู่ตรงกลาง

คือ จะถูกก็ไม่สุด จะดีก็ไม่ดี

ลูกค้าจึงผละไปใช้บริการคู่แข่งมากขึ้น

ส่งผลให้ market share ลดลงนั่นเอง


บทเรียนนี้ สะท้อนว่า

EOS หากมีแต่ปริมาณ แต่ขาดจุดเด่นที่ชัดเจน

ย่อมมิใช่ ข้อได้เปรียบ ในโลกธุรกิจอีกต่อไป

จึงต้องดูต่อไปว่า Tesco Lotus จะแก้เกมอย่างไร

หากประมาท ชะล่าใจ ไม่เปลี่ยนแปลง

เราอาจเห็น ยักษ์ป่วยเพิ่มอีก 1 ก็ได้ครับ ใครจะรู้

 -----------------
END
Read More »

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

review หนังสือหุ้น : แมงเม่าคลับ แบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบ





บันไดก้าวแรกสู่ การเก็งกำไรอย่างเป็นระบบ


ชื่อหนังสือ :แมงเม่าคลับ
ราคา : 299 บาท
ผู้เขียน : มนสิช จันทนปุ่ม


สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ
หนังสือเขียนถึง 2 เรื่องหลัก
1.      หลักการเบื้องต้นของการเก็งกำไรอย่างเป็นระบบ
2.      จิตวิทยาการลงทุน


ข้อ1 หนังสือเขียนถึง ส่วนประกอบ
ที่ทำให้การเก็งกำไรอย่างเป็นระบบ
ชนะตลาดหุ้นและประสบความสำเร็จในระยะยาว
เช่น วิธีทำกำไร การลงทุนให้ถูกสภาวะตลาด
การจำกัดความเสี่ยง การบริหารเงินทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ฯลฯ


โดยหนังสือสื่อสารกับผู้อ่านแบบ ถาม-ตอบ
ซึ่งผู้เขียนจุดประเด็นคำถามที่น่าสนใจ
เช่น ทำอย่างไรจะกำไร
อยากกำไรหนัก ต้องแม่นมากๆไหม
เสี่ยงมาก กำไรมาก จริงหรือ ??


จากนั้น นำทฤษฎีมาอธิบาย
พร้อมยกผลการวิจัยมาแสดง
เพื่อผู้อ่านได้ประจักษ์ว่า
การเก็งกำไรตามระบบและข้อเท็จจริง
ทำให้ไม่ขาดทุน มีกำไร
และประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นได้อย่างไร


ส่วนตัวผมคิดว่า ทฤษฎีในหนังสือ มีประโยชน์ต่อนักลงทุนทุกแนว
เพราะ ไม่ว่าคุณลงทุนแนวไหน เก็งกำไรหรือพื้นฐาน
หากต้องการกำไร ก็ต้องปฎิบัติให้สอดคล้องกับทฤษฎีในหนังสือทั้งสิ้น
เช่น กินคำใหญ่ ไม่เสี่ยงเกินตัว เน้นผลลัพธ์ระยะยาว ฯลฯ
หนังสือเล่มนี้ จึงเป็น คู่มือการทำกำไรในตลาดหุ้น
ซึ่งหากศึกษาให้เข้าใจ ทำตามระบบ
ก็ทำกำไรตามระเบียบได้



ข้อ 2. หนังสือเขียนถึง จิตวิทยาการลงทุน
อันหมายถึง มุมมองและกระบวนการตัดสินใจซื้อขายหุ้น
หนังสือชี้ให้เห็นว่า
ความผิดพลาดฉกรรจ์อย่างหนึ่ง ของนักลงทุนคือ
การพุ่งความสนใจแต่เรื่องเครื่องมือ และการวิเคราะห์หุ้น
แต่ละเลย จิตวิทยา
และกระบวนการตัดสินใจอย่างสิ้นเชิง


ทั้งที่จริง จิตวิทยาอุปมาดังหางเสือเรือ
ซึ่งไม่ว่าเรือจะดี เร็ว แรง แค่ไหน
แต่ถ้าหางเสือบิดเบี้ยว
เรือย่อมพุ่งอย่างสะเปะสะปะ ไม่อาจถึงเป้าหมายได้เลย


เนื้อหายังบอกถึง หลักจิตวิทยาและมุมมองที่ถูกต้อง ในแบบของผู้เขียน
เพื่อให้ผู้อ่านใช้เป็นหลักคิดในตลาดหุ้น
ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่า
มันสวนทางกับความคิดของคนทั่วไปแบบ 180 องศา
และนี่กระมั้งที่เป็นคำตอบว่า
ทำไมคนส่วนใหญ่จึงขาดทุน


โดยเฉพาะข้อที่ว่า นักเก็งกำไรต้องมีมุมมองแบบนักลงทุนระยะยาว
คือ เลิกหวังผลระยะสั้น มองไกล10-20ปี
เป้าหมายมิใช่รวยเร็ว 
แต่ให้ทยอยสะสมความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งดูจะขัดแย้งกับความคิดของนักเก็งกำไรส่วนใหญ่
เนื่องจากการหวังแต่ความร่ำรวยในระยะสั้น
นั่นหมายถึง คุณจดจ่อแต่กำไร แต่ละเลยความเสี่ยง
จึงง่ายที่ความโลภจะเข้าสิง
จนตัดสินใจผิดพลาด และพ่ายแพ้ต่อตลาดหุ้นในที่สุด


โดยภาพรวม สิ่งที่ผู้อ่านได้รับคือ
คำอธิบาย เหตุผล  ที่ว่า
ทำไมนักเก็งกำไรผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ จึงบอกว่า
“100% ของความสำเร็จ มาจากเครื่องมือแค่ 10%
อีก90%เป็นเรื่องของ การบริหารเงินทุนและจิตวิทยา
สะท้อนจากหนังสือแทบไม่ได้พูดเรื่อง indicator ใดๆเลย
ไม่มีเรื่องแท่งเทียน รูปแบบราคา
RSI MACD STO Elliot Wave เหมือนหนังสือเล่มอื่น
แต่มันทะยานไปไกลกว่านั้น
ไปสู่เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเขียนอย่าง การบริหารเงินทุนและจิตวิทยา
อันเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งยวด
ต่อการทำกำไรในระยะยาวครับ


จุดเด่น

จุดเด่นของหนังสือคือ ข้อมูลวิจัยที่แน่นปึ๊ก
ผู้เขียนนำผลวิจัยของ SET
มาแสดงให้เห็นว่า
หากอยากเก็งกำไรให้สำเร็จ ต้องทำอย่างไร
จึงเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือ และใช้ได้จริง
เพราะมันเป็นข้อมูลของ SET มิใช่ของตลาดในต่างประเทศ


ข้อมูลวิจัยนี่แหละ คือจุดเด่นที่แตกต่าง
เพราะหนังสือทั่วไป นำเสนอทฤษฎีการเก็งกำไรยอดนิยม
เช่น เส้นค่าเฉลี่ยตัดขึ้นตัดลง RSI < 30 ให้รอซื้อ
คำถามคือ ทฤษฎีนี้มันใช้ได้กับ SET จริงหรือ ??
และถ้านำมาเก็งกำไรต่อเนื่อง มันจะชนะตลาดจริงหรือเปล่า
ซึ่งหนังสือส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลนี้เลย
เป็นการยกทฤษฎีแบบลอยๆ แต่ขาดข้อมูลสนับสนุน
นั่นหมายถึง เราก็ไม่รู้จริงๆว่า มัน work ไหม


ซึ่งข้อมูลวิจัยของผู้เขียน สะท้อนความจริงว่า
ข้อเท็จจริง กับ สิ่งที่เราคิด อาจสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
นั่นหมายถึง สิ่งที่เราชอบทำ และคิดว่าถูกต้อง
จริงๆแล้ว ไม่อาจพาเราสู่ความสำเร็จในระยะยาวได้เลย
เช่น ความคิดที่ว่า รวยมาก ต้องเสี่ยงมาก
แต่ความจริงจากการวิจัยของผู้เขียนคือ
หากลงทุนถูกวิธี แล้วเสี่ยงให้น้อย
ผลตอบแทนระยะยาว กลับชนะการเสี่ยงมากๆ แบบกระจุยกระจาย เป็นต้น


จุดอ่อน(ในความเห็นผม)
หนังสือเล่มนี้ อธิบายทฤษฎีเบื้องต้น
ของการเก็งกำไรอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม หากจะนำไปใช้ในโลกความจริง
ต้องมีความรู้อย่างน้อย 3 เรื่องคือ

1. ออกแบบระบบ
2. วิธีการทดสอบระบบ
3. การติดตั้งระบบและใช้งานจริง

ซึ่งทั้งหมดข้างต้น ไม่มีเนื้อหาในหนังสือเลย
หนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่ one stop service ของการลงทุนอย่างเป็นระบบ
หากอยากทำได้จริง ต้องศึกษาจากเล่มอื่นเพิ่มเติมครับ

---------

สรุป
หนังสือแมงเม่าคลับ เขียนและอธิบายว่า
ทำไมการเก็งกำไรอย่างเป็นระบบ
จึงใช้งานในตลาดหุ้นไทยได้มีประสิทธิภาพ
พร้อมข้อมูลผลวิจัย SET อันช่วยให้ผู้อ่านเห็นข้อเท็จจริง
ซึ่งหากใครสนใจเรื่องการเก็งกำไรอย่างเป็นระบบในตลาดหุ้นไทย
นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรอ่านครับ


Read More »

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

สอนเล่นหุ้น- หลักการเล่นหุ้นเบื้องต้น






มือใหม่เริ่มลงทุน หลักการเล่นหุ้น

สิ่งแรกที่ผู้เริ่มต้น ควรทราบคือ
วิธีเล่นหุ้น หลักๆมี 2 แบบ ซึ่งต่างกัน
ประโยชน์ที่ได้ก็ต่างกันด้ว
เมื่อรู้ว่าต่างอย่างไร คุณก็เลือกที่พอดีตัวกับคุณได้

แบบที่ 1 เล่นหุ้นเหมือนปล่อยเช่าอพาร์ตเมนท์
ซึ่งรายได้หลักคือ ค่าเช่า(เงินสด) 
หากตึกเรา ดีและมีอนาคต
ทำเลดี ติดถนน สะดวกสบาย
มีคนติดต่อเช่าไม่ขาดสาย
อนาคตมีรถไฟฟ้า หรือ ศูนย์การค้า มาเปิดข้างๆ

สามัญสำนึกเราย่อมคิดได้ว่า ถือลืม ไม่มีขาย
เพราะเงินจะไหลเข้ากระเป๋าเราไม่หยุด
แถมของดี มูลค่าในอนาคตย่อมพุ่งสูง
ขายทำไม ? ถือยาวดีกว่า

ถ้าท่านเล่นหุ้นโดยมองเหมือนทำอพาร์ตเมนท์
เขาเรียกว่า ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน
คือหาหุ้นดี มีอนาคต 
กิจการเข้มแข็ง เจ๊งโคตรยาก รายได้กำไรโตไม่หยุด
เมื่อซื้อหุ้น บริษัทจะจ่ายปันผล(เงินสด) ให้เราเรื่อยๆ
แถมระยะยาว ยิ่งบริษัทกำไรมาก ราคาหุ้นและเงินปันผลยิ่งเพิ่มขึ้น
เล่นหุ้นแบบนี้ จึงมักถือแบบ อึด ทน ยาว 
ตราบเท่าที่กิจการดีอยู่

แบบที่2 เล่นหุ้นเหมือนซื้อขายกุหลา
ซึ่ง จังหวะเวลาคือหัวใจสำคัญ
หากคุณคาดว่า อีกไม่นานความต้องการจะพุ่งกระฉูด
จึงซื้อก่อน ขายช่วงที่คนแย่งซื้ออย่างบ้าคลั่ง
ย่อมโก่งราคาได้มาก กำไรเป็น 100-200%
แต่หากเลยนาทีทอง ความต้องการลด ราคาย่อมลดด้วย
ยิ่งช้าจนกุหลาบเหี่ยว อาจถึงต้องขายขาดทุน

หากท่านชอบเล่นหุ้นแบบนี้ 
เขาเรียกว่า เก็งกำไรหุ้น
ซื้อสูง ขายสูงกว่า เพื่อหวัง ส่วนต่างราคา
แต่หากคิดผิด ราคาไม่ขึ้น กลับลดลง 
อุปมาเหมือนคาดการณ์เวลาขายกุหลาบเพี้ยนไป
ก็ต้องรีบขาย เพราะหากช้า ราคายิ่งลด

ทำไมต้องทราบความแตกต่างของหลักการทั้ง 2 แบบ
เพราะหลักการต่างกัน วิธีปฎิบัติและสิ่งที่รู้ ย่อมต่างด้วย
หากเล่นหุ้นเหมือนปล่อยเช่าอพาร์ทเมนต์
สิ่งที่ต้องรู้คือ งบการเงิน 
วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและอนาคตบริษัท
รู้วิธีหามูลค่าที่เหมาะสม
ซื้อแล้ว ก็ถือนาน หลายเดือน หรือ หลายปี
เพราะหากหุ้นเราเหมือนอพาร์ตเมนท์ชั้นยอด ก็ไม่รู้จะขายทำไม

แต่ถ้าเล่นหุ้นเหมือน ซื้อขายกุหลาบ
ท่านต้องเข้าใจเรื่อง กราฟราคา ปริมาณซื้อขาย จิตวิทยาตลาดทุน
Indicator และ Money Management 
ซื้อแล้ว เมื่อราคาถึงเป้าหมาย ก็ขายทำกำไร
แต่หากราคาหุ้นร่วงเกินที่กำหนด ต้องขายทิ้งทันที 
ถือยาวแบบปล่อยเช่าอพาร์ทเมนต์ไม่ได้ เพราะยิ่งถือยิ่งขาดทุน

การเล่นหุ้นก็มี 2 แบบหลัก ดังที่กล่าว
สุดแต่ใจของท่านว่า ชอบแบบไหนครับ
Read More »
Google