วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

LTF 7 ปี ดีไหม ส่งผลกระทบอย่างไร







LTF 7ปี ดีไหม



ปีนี้ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ 

โดยผู้ซื้อ LTF ตั้งแต่ 1/1/59 จนถึง 31/12/62 ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7ปีปฏิทิน (จากเดิม5ปี) ถึงจะได้รับการลดหย่อนภาษีและยกเว้นภาษีของกำไรจากการขายหน่วยลงทุน มูลค่า LTFสูงสุดที่ซื้อได้คือ ไม่เกิน15%ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท


ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ซื้อ LTF ต้องถือหน่วยลงทุนนานขึ้น 
ถ้าเปรียบเป็นร้านค้า คือต้องปล่อยเครดิตนานขึ้น ได้ทุนคืนช้าลง
ซึ่งไม่ดี เพราะหากปีที่ 6-7 จำเป็นต้องใช้เงิน 
ก็ไม่สามารถขายLTFเพื่อนำเงินมาใช้ได้ 
อาจต้องกู้เงินซึ่งเสียดอกเบี้ยมาใช้จ่าย 
ดังนั้นการที่LTFเพิ่มเวลาถือหน่วยลงทุน 
จึงทำให้การบริหารเงินสดในชีวิตยากขึ้น 


คำกล่าวที่ว่า เพิ่มเป็น7ปีก็ดี เพราะถือนานขึ้น กำไรก็มากตาม  
โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะความจริง ไม่มีอะไรรับประกันว่า ขายปีที่7จะกำไรมากกว่าขายปีที่5 
เนื่องจาก LTFลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่เยอะมาก
เมื่อตลาดหุ้นสดใส ราคาหุ้นส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ราคาLTFจะเพิ่มตาม
กลับกัน หากเกิดวิกฤติ ราคาหุ้นดิ่งเหว ราคาLTFจะลดลงตามด้วย
ในโลกความจริง ไม่มีใครรู้ว่าปีไหน ตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะใด
หากปีที่7 ตลาดหุ้นเป็นแนวโน้มขาลงหรือเกิด Crash พอดี
เมื่อถึงตอนนั้น ราคา LTFอาจต่ำกว่าปีที่ 5 ก็ได้

สรุปคือ LTF 7 ปีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง เพราะข้อจำกัดมากขึ้น






LTFยังน่าสนใจหรือไม่


แม้ต้องถือ LTFนานขึ้น 
แต่สำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว ไม่มีเวลาเลือกหุ้นเอง 
แถมได้ลดหย่อนภาษีอีก
LTFก็ยังน่าสนใจ 
เพราะจากสถิติ การลงทุนระยะยาว 5-7 ปีด้วยLTF
มีโอกาสขาดทุนน้อย ผลตอบแทนเยอะกว่าเงินฝากมาก
ข้อดีอีกอย่างของ LTF คือยืดหยุ่นสูง 
ตัวอย่างเช่น ครบ7ปี อาจไม่ขาย สะสมเพื่อเป็นเงินใช้หลังเกษียณเหมือนRMF
หรือปีไหนกำไรเยอะ ขายทำกำไรบ้าง ก็ทำได้
หากมีช่วงเวลาต้องการใช้เงิน ก็แบ่งขายเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่าย เป็นต้น
ขณะที่ RMF ต้องถือจนถึงอายุ 55 ปันผลก็ไม่มี
ดังนั้น  LTF จึงเพิ่มทางเลือกแก่นักลงทุน ช่วยเรื่องบริหารเงินส่วนบุคคลให้ง่ายขึ้นครับ



สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

5 กลยุทธ์บุกตลาด AEC

1 มกราคม 2559 ไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของ
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ


AEC คือ การร่วมกันทางเศรษฐกิจของ 10 ประเทศ
คือ ไทย  พม่า ลาว เวียดนาม  มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน
สิ่งที่เกิดคือ การยกเลิกภาษีและทลายกำแพงกีดกันการค้าระหว่างประเทศสมาชิกAEC 
ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจไทยส่งสินค้าไปขายยังประเทศกลุ่ม AEC ง่ายขึ้นเพราะต้นทุนค่าดำเนินการลดลงมาก


จุดเด่นของ AEC คือประชากรรวมกันเกือบ 600 ล้านคน GDPเติบโตต่อเนื่อง
มีคนวัยทำงานจำนวนมากและเป็นกลุ่มคนที่รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ AEC มีกำลังบริโภคขนาดมหึมาและมีแนวโน้มต้องการสินค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการธุรกิจไทยในการขยายธุรกิจ
เพราะได้รับประโยชน์เรื่องภาษีและสิทธิการค้าในฐานะสมาชิกของ AEC
อีกทั้งความต้องการสินค้าใน AEC ยังมีอีกมาก


อย่างไรก็ตาม การบุกตลาด AEC ต้องมีกลยุทธที่ดี
เพราะอย่าลืมว่า ผู้ประกอบการจากประเทศอื่นใน AEC ก็ได้สิทธิประโยชน์เหมือนกัน
ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง
โดยผมได้สรุป 5 กลยุทธ์ ที่ทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ตลาด AEC ดังนี้








กลยุทธ์ที่ 1 ศึกษาตลาดใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้น
ผู้ประกอบการธุรกิจควรเลือกตลาดเป้าหมายให้สอดคล้องกับสินค้าหลักของตนเอง
เพราะเป็นสินค้าที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
โดยควรศึกษาข้อมูลสภาพแวดล้อม ภาวะเศรษฐกิจ
รวมถึงรสนิยมของผู้บริโภคในตลาดอาเซียนเพื่อเลือกเข้าสู่ตลาดที่ถูกต้อง



กลยุทธ์ที่  2 เรียนรู้คู่แข่ง
ผู้ประกอบการธุรกิจต้องศึกษาคู่แข่งเพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะแข่งขันได้
โดยต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่ง 

แล้วปรับปรุงสินค้าของเราให้แตกต่างและดีกว่า
เพื่อจะได้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น



กลยุทธ์ที่  3 ใช้ประโยชน์จากการงดเว้นภาษีและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี 
เมื่อเปิดตลาด AEC การนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศในกลุ่มอาเซียนจะไม่เสียภาษี
การย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่เหมาะสมก็ง่ายขึ้น
ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ เพราะทำให้ต้นทุนสินค้าถูกลง
นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีใน 7 สาขา

คือ วิศวกร พยาบาล สถาปนิก นักสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี
จะทำให้หาแรงงานที่มีฝีมือและค่าจ้างไม่แพงง่ายขึ้น



กลยุทธ์ที่  4 ศึกษากฎระเบียบของประเทศต่างๆ
ผู้ประกอบการธุรกิจต้องเข้าใจในกฎหมาย กติกาการค้าระหว่างประเทศหรือประเทศคู่ค้า “Term of Trade”
การลงทุน การทำสัญญา และกฎหมายการค้าของประเทศที่อยู่ในอาเซียน
เพื่อประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการส่งออกสินค้า
อีกทั้งยังช่วยป้องกันการถูกหลอกจากบริษัทคู่ค้าและเจ้าหน้าที่ในประเทศนั้นๆ ได้อีกด้วย


กลยุทธ์ที่ 5  ทำลายกำแพงภาษา
ผู้ประกอบการธุรกิจควรจะส่งเสริมให้บุคลากรในบริษัทใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
เพื่อสะดวกในการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ
ยิ่งหากมีบุคลากรที่สื่อสารภาษาท้องถิ่นได้
เช่น ภาษามาเลเซีย ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า และภาษาอื่นๆ ในอาเซียน
ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจให้ง่ายขึ้น

ใครที่อยากทำธุรกิจบุกตลาด AEC อย่าลืมนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้
พร้อมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เทรนด์ SME ที่เหมาะกับ AEC นะครับ


The end


สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ติดดอยหุ้น ทำไงดี




(1) วิเคราะห์ว่า หุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นดีหรือไม่
หุ้นดีคือหุ้นของบริษัทฯที่ธุรกิจผูกขาดหรือคู่แข่งน้อย
สินค้าเป็นที่นิยมของตลาดและมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเป็นหุ้นดี ก็ไม่ต้องขาย ให้ซื้อเพิ่ม
เพราะหุ้นดีที่กำไรโตต่อเนื่อง
ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว
ดังนั้นโอกาสที่ราคาหุ้นจะกลับไปจุดเดิมยังมี


อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาด้วยว่า
หุ้นที่ติดดอยมีสัดส่วนเป็นกี่% ของ.พอร์ต
หากมากกว่า 30% ก็ไม่ควรซื้อเพิ่ม
เพราะเราอาจคิดผิดก็ได้
หากอนาคตเฉลยว่าหุ้นไม่ดีอย่างที่คิด
การซื้อเฉลี่ยขาลงจะยิ่งเปิดแผลให้ใหญ่ขึ้น
เนื่องจากราคาหุ้นอาจตกต่ำมากอย่างที่คุณคาดไม่ถึง
ดังนั้น เราจึงไม่ควรทุ่มเทกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
เพราะหากพลาด ความเสียหายจะรุนแรงมาก


(2) หากหุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นไม่ดี
คือ กำไรขึ้นๆลงๆ คู่แข่งมาก ปันผลสาบสูญ
ให้พิจารณาว่า หากขายทิ้งแล้ว ยอมรับผลขาดทุนได้หรือไม่
หากได้ ก็คิดเสียว่าเพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่ใช้
แล้วเริ่มต้นกับหุ้นตัวใหม่ดีกว่า


ทำไมจึงไม่ควรถือหุ้นไม่ดีในตลาดหุ้นขาลง
เพราะราคาอาจลงต่ออีกมาก
อย่าว่าแต่หุ้นไม่ดี แม้แต่หุ้นเกรดAที่มีกิจการผูกขาด
อดีตกำไรเป็นหมื่นล้าน
ปัจจุบันยังลงมาในระดับราคาที่ไม่เห็นด้วยตาคงไม่เชื่อ
ดังนั้นการตัดใจขายขาดทุนคือการประกันความเสี่ยงว่า
เงินทุนจะไม่หายไปมากกว่านี้


แต่หากผลขาดทุนทางบัญชีมากเกินกว่าจะขายขาดทุนได้ ให้ทำข้อ 3

(3) ขายสูงซื้อต่ำ หรือ short against port 
หากวิเคราะห์ว่าหุ้นที่ติดดอยราคาจะลดลงอีก
ให้ขายหุ้นจำนวนหนึ่ง แล้วซื้อกลับที่ราคาต่ำกว่าเดิม
เช่น ติดดอยหุ้นA จำนวน 1000 หุ้น ราคาปัจจุบัน1บาท
ให้ขายทิ้ง500หุ้น
เมื่อราคาหุ้นAลดลงเหลือ 0.9 บาท
ให้นำเงินสดจากการขายหุ้นที่ราคา1 บาท มาซื้อหุ้นคืน

ผลที่เกิดคือ ต้นทุนต่อหุ้นจะต่ำลง
เพราะจ่ายเงินเท่าเดิมแต่มีจำนวนหุ้นมากขึ้น
เมื่อราคาหุ้นหยุดตกและเพิ่มขึ้น
คุณจะหลุดดอยได้ไวหรือเสียหายน้อยลง
หรือหากสถานเลวร้ายสุดขีดคือราคาหุ้นไม่ฟื้นอีกเลย
การขายสูงซื้อต่ำทำให้คุณไม่เจ๊งหนักขึ้น
ซึ่งดีกว่าอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย


ดูคำอธิบายว่า ลดต้นทุนแก้ปัญหาติดดอยได้อย่างไรที่
http://www.thaitfstock.com/2016/01/blog-post.html




คำถามคือ แล้วจะรู้ได้ไงว่า ราคาหุ้นจะลงต่อ
คำตอบส่วนตัวผมคือ ดูจากกราฟราคาหุ้นซึ่งบอกเราว่า
หุ้นมีโอกาสลงต่อหรือขึ้นมากกว่ากัน (แม้จะไม่ถูกทุกครั้งก็ตาม)
กราฟบอกถึง Demand & Supply ของหุ้น
หากความต้องการซื้อมาก โอกาสที่ราคาเพิ่มย่อมมากกว่าลด
กลับกัน หากความต้องการขายมาก
ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่ราคาหุ้นจะลดลงต่อ


ทั้งหมดข้างต้นก็เป็นวิธีแก้ปัญหาติดดอยแบบของผม
หวังว่าคนที่มีปัญหาติดหุ้นคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย


ขอบคุณครับ
ท็อป
#เล่นพื้นฐานผสานเทคนิค

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หุ้น หลักการวิเคราะห์ราคาและปริมาณซื้อขาย

คลิ๊กซ้ายที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย

















สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หุ้น BTS


หุ้น BTS

BTS ทำธุรกิจบริหารระบบขนส่งมวลชน,โฆษณา,อสังหาและอื่นๆ
BTS เชี่ยวชาญธุรกิจบริหารระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากทำมานาน
ธุรกิจนี้มีข้อดีคือ หากชนะสัมปทาน จะกินรวบ เพราะไม่มีคู่แข่ง
รายได้ก็มั่นคง เพราะรถไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น
เนื่องจากกรุงเทพมีสภาพจราจรที่เลวร้าย
ยิ่งวันไหนฝนตกหนัก ถนนเมืองหลวงก็ไม่ต่างจากที่จอดรถกลางกรุง
ดังนั้นคนกรุงเทพจึงขาดรถไฟฟ้าไม่ได้
เพราะช่วยประหยัดเวลาเดินทางมาก


ด้านธุรกิจโฆษณา BTS ใช้ความได้เปรียบเรื่องสิทธิบริหารรถไฟฟ้าเจ้าเดียว
ตั้งราคาโฆษณาตามใจ(ผ่านบริษัทลูกคือ VGI)
ความจำเป็นของรถไฟฟ้าและปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นทุกปี
คือ หัวใจสำคัญ ที่ทำให้เจ้าของสินค้าต้องยอมจ่าย
เพราะมีคนเห็นโฆษณาเพิ่มขึ้นทุกปี
ธุรกิจโฆษณาในรถไฟฟ้าจึงมีรายได้ค่อนข้างมั่นคง
แถมกำไรดี เพราะต้นทุนต่ำมาก



กำไรของรถไฟฟ้า มี EBITDA สูงมาก

รายได้ธุรกิจโฆษณา

สรุปคือ ธุรกิจขนส่งมวลชนและโฆษณาในรถไฟฟ้า
สร้างรายได้ให้ BTS อย่างมั่นคง เพราะเป็นธุรกิจผูกขาด


ส่วนความเสี่ยง อยู่ที่สัมปทานมีวันหมดอายุ
หาก BTS ไม่ได้ต่อสัญญา กำไรจะร่วงลงอย่างหนัก
เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของ BTS มาจากสัมปทาน
ดังนั้นเมื่อใกล้หมดสัมปทาน ต้องลุ้นหนักว่าจะได้ต่อสัญญาหรือไม่


-------------

การเติบโต

โอกาสที่รายได้ของ BTS จะโตพรวดพราดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นเรื่องยาก
เพราะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีเต็มที่แล้ว
โดยปี 2556 BTS ขายรายได้ทั้งหมดที่เกิดจากรถไฟฟ้าสายหลัก
ตลอดอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ 17 ปี ไปให้กองทุน BTSGIF แล้ว
แลกกับถือหุ้น BTSGIF 30% (1ใน3 ของจำนวนหุ้น BTSGIF)
, สิทธิรับจ้างเดินรถไฟฟ้า และเงินสดก้อนโต
ทำให้ “ปริมาณรายได้” ในส่วนธุรกิจรถไฟฟ้าลดลง
เพราะแต่เดิมเข้ากระเป๋า BTS เต็มๆ
แต่ตอนนี้ต้องผ่าน BTSGIF ก่อน
แล้วเหลือให้ BTS ในรูปแบบเงินปันผลและค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าเท่านั้น


ส่วนการโตของรายได้โฆษณาบนรถไฟฟ้าคงเพิ่มแบบเบาๆ ไม่หวือหวา
เพราะใช้พื้นที่โฆษณาเต็มแล้ว
จะหวังจากสื่อโฆษณาในสถานที่อื่นก็ต้องลุ้นหนัก
เพราะคู่แข่งเยอะมาก จึงกำหนดราคาเหมือนบนรถไฟฟ้าไม่ได้







เมื่อเปิดกราฟราคาหุ้น BTS ซึ่งแสดงถึงความเห็นของตลาดหุ้นต่อ BTS
เห็นว่าเป็นการแกว่งตัวบนยอด
ราคาไม่ทำจุดสูงใหม่มานาน แต่ก็ไม่ลดลงเยอะ
ซึ่งสอดคล้องกับสถานะธุรกิจ ที่มั่นคงแต่อิ่มตัว
การซื้อหุ้น BTS ขณะนี้
จึงหวังได้กับปันผลที่ต่อเนื่อง มากกว่าจะได้ส่วนต่างราคาเยอะ


อย่างไรก็ตาม BTS ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต
จากจำนวนรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างแน่
เป็นโอกาสให้ BTS ประมูลสัมปทานใหม่เพื่อเพิ่มรายได้
ตอนนี้ BTS มีเงินสดในมือมหาศาล
ที่มาจากขายรายได้รถไฟฟ้าทั้งหมดให้ BTSGIF
หนี้สินแทบไม่มี ธุรกิจผลิตเงินสดต่อเนื่อง
ดังนั้นหากประมูลสัมปทานครั้งใหม่
BTS ที่พร้อมทั้งเงินทุนและประสบการณ์ จึงกลายเป็นเต็งหาม
อีกทั้งผู้บริหารก็ขยัน หาลู่ทางเติบโตตลอดเวลา
BTS จึงมีโอกาสเติบโตต่อ จากความต้องการขนส่งในไทยที่เพิ่มต่อเนื่อง


-------------

สรุปคือ ปัจจุบัน BTS มีธุรกิจที่รายได้มั่นคงอีกเป็น 10ปี
ตามอายุสัมปทาน เพราะสินค้ามีความจำเป็นและผูกขาด
แต่โอกาสที่รายได้จะเพิ่มพรวดพราดคงยาก
เพราะใช้ทรัพยากรที่มีเต็มที่แล้ว
จึงต้องรอรถไฟฟ้าสายใหม่
อันจะนำมาซึ่งโอกาสเติบโตในอนาคตครับ


-------
คำเตือน บทความข้างต้น เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
มิได้เป็นการชี้นำให้ซื้อขาย นักลงทุนโปรดพิจารณาก่อนตัดสินใจ
Read More »
Google