วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

สร้างเงินล้านด้วยทิศทางการเล่นหุ้นแบบPlaysafe

5 ปีที่แล้วผมคุยกับนักเก็งกำไรคนหนึ่ง ตอนนั้นเขามือขึ้นมาก พอร์ตโต 100% ใน 1 ปี สีหน้าเขาแจ่มใสและเปี่ยมความหวัง เขาบอกว่า รู้สึกเลยว่า ความร่ำรวยจากเล่นหุ้นน่าจะรอเขาอยู่ในอนาคตอันใกล้

3 ปีต่อมา ผมพบชายคนนี้อีกครั้งและถามว่า เขารวยอย่างคิดไหม เขาอ้อมแอ้มตอบว่า มูลค่าพอร์ตลดกลับเหลือเท่าเดิมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะหลังจากกำไรหนักมากใน 1 ปี เขาทุ่มทุนทั้งหมดมาเก็งกำไรใน TFEX เพื่อหวังเร่งสปีดสู่ความร่ำรวย แต่แล้วก็สวรรค์ล่ม เขาขาดทุน TFEX อย่างหนัก เพราะ TFEX แตกต่างจากหุ้น วิธีเก็งกำไรแบบเดิมจึงใช้งานไม่ได้ผล เขาหงุดหงิดและจ้องแต่เอาคืนเหมือนคนเสียพนัน แต่ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลง  ในที่สุด กำไรที่ได้มาก็คืนตลาดหมด มูลค่าพอร์ตลดลงมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง


---------

ปัญหาอย่างหนึ่งของนักลงทุน คือ ลงทุนหรือเล่นหุ้นมานาน แต่ไม่ได้กำไร สองปีแรกกำไรเยอะมาก แต่พอปี 3 ปี 4 ขาดทุนยับ สุดท้าย มูลค่าพอร์ตกลับมาเท่าเดิม เสียแรงเสียเวลา แต่ไม่ก้าวหน้าเหมือนพายเรือในอ่าง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาข้างต้น มาจากผลตอบแทนการลงทุนมีความผันผวนมากเกินไป ส่งผลให้จิตใจพุ่งพล่าน ร้อนรน จนตัดสินใจผิดพลาด ตัวอย่างเช่น กำไรเยอะ พอร์ตโตไวมากก็ฮึกเฮิม อยากได้เงินมากขึ้นอีก จนลืมความเสี่ยง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ขาดทุนหนัก ๆ ติด ๆ ก็หงุดหงิด คิดแต่เอาคืน จนลืมดู "จังหวะเวลา" ว่า ตอนนี้ควรรุกหรือรับ เมื่อจิตใจปั่นป่วน การตัดสินใจของเราจะย่ำแย่ เริ่มขาดทุนและคืนกำไรให้ตลาดเรื่อย สุดท้ายมูลค่าพอร์ตกลับมาจุดเดิม

คำถาม คือ เราจะแก้ปัญหาการลงทุนมานาน แต่พอร์ตไม่เติบโตอย่างไร


ภาพประกอบจาก http://www.reseller.co.nz/


นักลงทุนสามารถแก้ปัญหาข้างต้น ด้วยการเล่นหุ้นแบบPlaysafe ซึ่งเป็นวิธีลงทุนที่เน้นการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ ไม่หวือหวา แต่มั่นคง เน้นผลลัพธ์ระยะยาวโดยใช้พลังของกำไรทบต้นมาช่วย ส่งผลให้พอร์ตหุ้นเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน
 
การทำกำไรอย่างสม่ำเสมอให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง หากปีแรก คุณเก็บเงินเดือนละ 4,000 บาท ปี 2 เดือนละ4,500 เพิ่มเงินต้นปีละ 500 เอาเงินไปลงทุนให้กำไรเฉลี่ยปีละ 8% นำกำไรมาทบต้นเรื่อย ผ่านไป 10 ปี พอร์ตคุณจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านบาท คุณจะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน ลองจินตนาการว่า ถ้าคุณเก็บเงินต้นมากขึ้นและมีเวลามากกว่า 10 ปี ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปขนาดไหน คุณคงมีความสุขขึ้น ครอบครัวสบายขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย

                                                 ---------

วิธีการเล่นหุ้นแบบ Playsafe มีดังนี้

  • ใช้การ Asset Allocation ซึ่งเป็นการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ไม่กระจุกที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกิน ตัวอย่างเช่น สมมุติคุณมีเงินทุน 1 ล้านบาท คุณอาจกระจายเงินไปซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ 4 แสน ซื้อหุ้น 3 แสน ที่เหลือเป็นเงินสด การทำแบบนี้มีข้อดีคือ เมื่อเวลาที่สินทรัพย์ที่ความผันผวนสูงมูลค่าลดลงอย่างหนัก มูลค่ารวมของพอร์ตจะผันผวนน้อย จากตัวอย่าง ถึงมูลค่าหุ้นลดลงถึง 25%  พอร์ตคุณจะลดลงแค่ 7.5% เท่านั้น ข้อดีอีกอย่างคือ หากคุณเลือกผสมสินทรัพย์ให้ดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่จำกัดได้

  •  หลักในการเลือกว่า จะเลือกซื้อสินทรัพย์อะไรบ้าง ให้พิจารณาจากค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ซึ่งเป็นค่าความสัมพันธ์ของทิศทางราคาของสินทรัพย์เมื่อเทียบกับอีกสินทรัพย์หนึ่ง ค่านี้มีตั้งแต่ -1 ถึง 1 ถ้าค่าสหสัมพันธ์เป็น + หมายถึง เมื่อราคาสินทรัพย์หนึ่งเปลี่ยนแปลง ราคาของอีกสินทรัพย์มีโอกาสสูงจะเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน ขึ้นก็ขึ้นเหมือนกัน ลงก็ลงทั้งคู่ แต่ถ้าค่าสหสัมพันธ์เป็น - หมายถึง ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม  โดยการเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ดี ควรเป็นสินค้าที่มีค่าสหสัมพันธ์ใกล้ 0 (สัมพันธ์น้อย) หรือค่าสหสัมพันธ์เป็น - ยิ่งดี  เนื่องจาก เมื่อราคาสินทรัพย์หนึ่งลดลงอย่างหนัก สินทรัพย์อื่นที่อยู่ในพอร์ตราคาจะไม่ลงตาม ทำให้พอร์ตผันผวนน้อยลง



  • จากข้อมูลของเว็บไซด์ thanachartfund จะเห็นว่า ค่าสหสัมพันธ์ของดัชนีตราสารหนี้ไทยเป็น-เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทย นี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมทฤษฎีการจัดพอร์ตลงทุนจึงต้องมีตราสารหนี้ผสมกับหุ้น เนื่องจากราคาสินทรัพย์ทัั้งสองมีความสมพันธ์กันน้อยมาก เมื่อหุ้นตกหนัก ๆ ตราสารหนี้จะถ่วงมูลค่าพอร์ตรวมไม่ให้ลดลงมากตามด้วย ในขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ของดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็น+เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นโลก นั่นหมายถึง ความเชื่อที่ว่า การกระจายความเสี่ยงโดยไปซื้อหุ้นต่างประเทศไม่ซื้อหุ้นไทยอย่างเดียวนั้นไม่เป็นความจริง



  • คำถามคือ แล้วเราจะซื้อสินทรัพย์อะไร แต่ละชนิดซื้อเป็นมูลค่าเท่าไหร่ของพอร์ต คำตอบนี้มีคนอธิบายไว้อย่างละเอียด ข้อมูลครบถ้วน คุณสามารถดูได้ที่
  1. ลงทุนอย่างไรให้งอกเงย  https://www.krungsri.com/bank/th/KrungsriGuru/Investment/april-2016/Investment-Tips-for-Retired-Person.html ในเว็บไซต์นี้ยังมีบทความด้านการเงิน และเรื่องหุ้นดี ๆ สำหรับทั้งมือใหม่และมือเก่า
  2.  ลงทุนเน้นเติบโตโดยมีการกระจายความเสี่ยง  http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/07-growth-port/
---------

สรุป
วิธีการเล่นหุ้นแบบ Playsafe เป็นวิธีลงทุนที่เน้นการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแก้ปัญหาพอร์ตการลงทุนมีความผันผวนมากเกินไปจนมีความเสี่ยงให้ลงทุนมานานแต่ไม่ได้กำไร  ซึ่งมีวิธีปฏิบัติคือ นำเอา Asset Allocation มาบริหารพอร์ต เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่จำกัดได้ครับ


Read More »

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ติดดอยหุ้น ทำไงดี - หลุดดอยด้วยการลดต้นทุน




ติดดอย คือการที่ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อ
แตกต่างกับ ราคาปัจจุบันมาก
เช่น มีต้นทุน 10 บาท
แต่ราคาปัจจุบัน 8 บาท
คุณจะขาดทุนทางบัญชี 2 บาท หรือขาดทุน 20%
หากราคาปัจจุบันดิ่งลงต่อเนื่อง
เช่น จาก 8 เป็น 6 เป็น 4
แต่ต้นทุนเราแช่แข็งอยู่ 10 บาทเท่าเดิม
พอร์ตจะแดงเข้มขึ้น ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเรามองให้ดี
จะเห็นว่า ปัญหาของติดดอยคือ
“ต้นทุนซื้อ” ห่างไกลจากราคาปัจจุบัน มาก
จนขาดทุนทางบัญชีมากนั่นเอง


แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร
ง่ายมากครับ ถ้าปัญหาคือ ต้นทุนเราห่างจากราคาปัจจุบันมาก
เราก็ ดึงต้นทุนให้ “ต่ำลง” มาใกล้เคียงราคาปัจจุบัน
แค่นี้ เราก็ขาดทุนน้อย ไม่ติดดอยแล้ว





ตัวอย่าง ซื้อ 1000 หุ้น ต้นทุนหุ้นละ 10 บาท
เมื่อราคาเหลือ 8 บาท เราจะดึงต้นทุนลง ให้เหลือ 8.5 บาทต่อหุ้น
โดยมี 1000 หุ้นเท่าเดิม
เมื่อราคาลงอีกเหลือ 6 บาท เราก็ทำต้นทุนให้เหลือ 6.5 บาท
โดยจำนวนหุ้นเท่าเดิม
ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลงไหนลงกัน
ผลคือ ท่านจะขาดทุนต่ำ ไม่เครียด ไม่กังวล
หากราคาพลิกกลับเป็น 7 บาท ท่านอาจจะขายหมด 1000 หุ้น
เก็บกำไรกลับบ้าน 0.5 บาทต่อหุ้นแบบหมูๆ

ซึ่งหากเปรียบกับอีกคน ที่แช่แข็งต้นทุนอยู่ที่ 10 บาท
หากราคาลงไปเหลือ 6 บาท จะขาดทุนอ่วม 40%
พอราคากลับไป 7 บาท ก็ยังขาดทุน 30%
จะขายก็ขาดทุนหนัก หากไม่ขายก็กลัวราคาดิ่งลงอีก
จะขึ้นจะล่องก็เจ็บตัวทั้งนั้น
จะเห็นว่า ผลลัพธ์ที่ต่างกันฟ้ากับเหวของนักลงทุน 2 ท่าน
เกิดจาก “ต้นทุน” ที่ต่างกันนั่นเอง


สรุป

วิธีแก้ปัญหาติดดอยคือ
ทำให้ “ต้นทุน” หุ้นใกล้เคียงราคาปัจจุบันมากที่สุด
ถ้าราคาตลาดลด ต้นทุนเราลดด้วย
ส่งผลให้ขาดทุนน้อย ไม่เครียด ไม่กังวล
หากราคาพลิกเป็นเพิ่มขึ้น ก็ขายกำไรง่ายครับ
จบ

สนับสนุนความรู้ - เรียน Adwords เชิงกลยุทธ์ By SearchMonopoly

Read More »

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

LTF 7 ปี ดีไหม ส่งผลกระทบอย่างไร







LTF 7ปี ดีไหม



ปีนี้ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ 

โดยผู้ซื้อ LTF ตั้งแต่ 1/1/59 จนถึง 31/12/62 ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7ปีปฏิทิน (จากเดิม5ปี) ถึงจะได้รับการลดหย่อนภาษีและยกเว้นภาษีของกำไรจากการขายหน่วยลงทุน มูลค่า LTFสูงสุดที่ซื้อได้คือ ไม่เกิน15%ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท


ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ซื้อ LTF ต้องถือหน่วยลงทุนนานขึ้น 
ถ้าเปรียบเป็นร้านค้า คือต้องปล่อยเครดิตนานขึ้น ได้ทุนคืนช้าลง
ซึ่งไม่ดี เพราะหากปีที่ 6-7 จำเป็นต้องใช้เงิน 
ก็ไม่สามารถขายLTFเพื่อนำเงินมาใช้ได้ 
อาจต้องกู้เงินซึ่งเสียดอกเบี้ยมาใช้จ่าย 
ดังนั้นการที่LTFเพิ่มเวลาถือหน่วยลงทุน 
จึงทำให้การบริหารเงินสดในชีวิตยากขึ้น 


คำกล่าวที่ว่า เพิ่มเป็น7ปีก็ดี เพราะถือนานขึ้น กำไรก็มากตาม  
โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะความจริง ไม่มีอะไรรับประกันว่า ขายปีที่7จะกำไรมากกว่าขายปีที่5 
เนื่องจาก LTFลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่เยอะมาก
เมื่อตลาดหุ้นสดใส ราคาหุ้นส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ราคาLTFจะเพิ่มตาม
กลับกัน หากเกิดวิกฤติ ราคาหุ้นดิ่งเหว ราคาLTFจะลดลงตามด้วย
ในโลกความจริง ไม่มีใครรู้ว่าปีไหน ตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะใด
หากปีที่7 ตลาดหุ้นเป็นแนวโน้มขาลงหรือเกิด Crash พอดี
เมื่อถึงตอนนั้น ราคา LTFอาจต่ำกว่าปีที่ 5 ก็ได้

สรุปคือ LTF 7 ปีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง เพราะข้อจำกัดมากขึ้น






LTFยังน่าสนใจหรือไม่


แม้ต้องถือ LTFนานขึ้น 
แต่สำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว ไม่มีเวลาเลือกหุ้นเอง 
แถมได้ลดหย่อนภาษีอีก
LTFก็ยังน่าสนใจ 
เพราะจากสถิติ การลงทุนระยะยาว 5-7 ปีด้วยLTF
มีโอกาสขาดทุนน้อย ผลตอบแทนเยอะกว่าเงินฝากมาก
ข้อดีอีกอย่างของ LTF คือยืดหยุ่นสูง 
ตัวอย่างเช่น ครบ7ปี อาจไม่ขาย สะสมเพื่อเป็นเงินใช้หลังเกษียณเหมือนRMF
หรือปีไหนกำไรเยอะ ขายทำกำไรบ้าง ก็ทำได้
หากมีช่วงเวลาต้องการใช้เงิน ก็แบ่งขายเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่าย เป็นต้น
ขณะที่ RMF ต้องถือจนถึงอายุ 55 ปันผลก็ไม่มี
ดังนั้น  LTF จึงเพิ่มทางเลือกแก่นักลงทุน ช่วยเรื่องบริหารเงินส่วนบุคคลให้ง่ายขึ้นครับ



สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

5 กลยุทธ์บุกตลาด AEC

1 มกราคม 2559 ไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของ
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ


AEC คือ การร่วมกันทางเศรษฐกิจของ 10 ประเทศ
คือ ไทย  พม่า ลาว เวียดนาม  มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน
สิ่งที่เกิดคือ การยกเลิกภาษีและทลายกำแพงกีดกันการค้าระหว่างประเทศสมาชิกAEC 
ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจไทยส่งสินค้าไปขายยังประเทศกลุ่ม AEC ง่ายขึ้นเพราะต้นทุนค่าดำเนินการลดลงมาก


จุดเด่นของ AEC คือประชากรรวมกันเกือบ 600 ล้านคน GDPเติบโตต่อเนื่อง
มีคนวัยทำงานจำนวนมากและเป็นกลุ่มคนที่รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ AEC มีกำลังบริโภคขนาดมหึมาและมีแนวโน้มต้องการสินค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการธุรกิจไทยในการขยายธุรกิจ
เพราะได้รับประโยชน์เรื่องภาษีและสิทธิการค้าในฐานะสมาชิกของ AEC
อีกทั้งความต้องการสินค้าใน AEC ยังมีอีกมาก


อย่างไรก็ตาม การบุกตลาด AEC ต้องมีกลยุทธที่ดี
เพราะอย่าลืมว่า ผู้ประกอบการจากประเทศอื่นใน AEC ก็ได้สิทธิประโยชน์เหมือนกัน
ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง
โดยผมได้สรุป 5 กลยุทธ์ ที่ทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ตลาด AEC ดังนี้








กลยุทธ์ที่ 1 ศึกษาตลาดใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้น
ผู้ประกอบการธุรกิจควรเลือกตลาดเป้าหมายให้สอดคล้องกับสินค้าหลักของตนเอง
เพราะเป็นสินค้าที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
โดยควรศึกษาข้อมูลสภาพแวดล้อม ภาวะเศรษฐกิจ
รวมถึงรสนิยมของผู้บริโภคในตลาดอาเซียนเพื่อเลือกเข้าสู่ตลาดที่ถูกต้อง



กลยุทธ์ที่  2 เรียนรู้คู่แข่ง
ผู้ประกอบการธุรกิจต้องศึกษาคู่แข่งเพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะแข่งขันได้
โดยต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่ง 

แล้วปรับปรุงสินค้าของเราให้แตกต่างและดีกว่า
เพื่อจะได้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น



กลยุทธ์ที่  3 ใช้ประโยชน์จากการงดเว้นภาษีและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี 
เมื่อเปิดตลาด AEC การนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศในกลุ่มอาเซียนจะไม่เสียภาษี
การย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่เหมาะสมก็ง่ายขึ้น
ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ เพราะทำให้ต้นทุนสินค้าถูกลง
นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีใน 7 สาขา

คือ วิศวกร พยาบาล สถาปนิก นักสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี
จะทำให้หาแรงงานที่มีฝีมือและค่าจ้างไม่แพงง่ายขึ้น



กลยุทธ์ที่  4 ศึกษากฎระเบียบของประเทศต่างๆ
ผู้ประกอบการธุรกิจต้องเข้าใจในกฎหมาย กติกาการค้าระหว่างประเทศหรือประเทศคู่ค้า “Term of Trade”
การลงทุน การทำสัญญา และกฎหมายการค้าของประเทศที่อยู่ในอาเซียน
เพื่อประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการส่งออกสินค้า
อีกทั้งยังช่วยป้องกันการถูกหลอกจากบริษัทคู่ค้าและเจ้าหน้าที่ในประเทศนั้นๆ ได้อีกด้วย


กลยุทธ์ที่ 5  ทำลายกำแพงภาษา
ผู้ประกอบการธุรกิจควรจะส่งเสริมให้บุคลากรในบริษัทใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
เพื่อสะดวกในการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ
ยิ่งหากมีบุคลากรที่สื่อสารภาษาท้องถิ่นได้
เช่น ภาษามาเลเซีย ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า และภาษาอื่นๆ ในอาเซียน
ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจให้ง่ายขึ้น

ใครที่อยากทำธุรกิจบุกตลาด AEC อย่าลืมนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้
พร้อมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เทรนด์ SME ที่เหมาะกับ AEC นะครับ


The end


สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ติดดอยหุ้น ทำไงดี




(1) วิเคราะห์ว่า หุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นดีหรือไม่
หุ้นดีคือหุ้นของบริษัทฯที่ธุรกิจผูกขาดหรือคู่แข่งน้อย
สินค้าเป็นที่นิยมของตลาดและมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเป็นหุ้นดี ก็ไม่ต้องขาย ให้ซื้อเพิ่ม
เพราะหุ้นดีที่กำไรโตต่อเนื่อง
ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว
ดังนั้นโอกาสที่ราคาหุ้นจะกลับไปจุดเดิมยังมี


อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาด้วยว่า
หุ้นที่ติดดอยมีสัดส่วนเป็นกี่% ของ.พอร์ต
หากมากกว่า 30% ก็ไม่ควรซื้อเพิ่ม
เพราะเราอาจคิดผิดก็ได้
หากอนาคตเฉลยว่าหุ้นไม่ดีอย่างที่คิด
การซื้อเฉลี่ยขาลงจะยิ่งเปิดแผลให้ใหญ่ขึ้น
เนื่องจากราคาหุ้นอาจตกต่ำมากอย่างที่คุณคาดไม่ถึง
ดังนั้น เราจึงไม่ควรทุ่มเทกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป
เพราะหากพลาด ความเสียหายจะรุนแรงมาก


(2) หากหุ้นที่ติดดอย เป็นหุ้นไม่ดี
คือ กำไรขึ้นๆลงๆ คู่แข่งมาก ปันผลสาบสูญ
ให้พิจารณาว่า หากขายทิ้งแล้ว ยอมรับผลขาดทุนได้หรือไม่
หากได้ ก็คิดเสียว่าเพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่ใช้
แล้วเริ่มต้นกับหุ้นตัวใหม่ดีกว่า


ทำไมจึงไม่ควรถือหุ้นไม่ดีในตลาดหุ้นขาลง
เพราะราคาอาจลงต่ออีกมาก
อย่าว่าแต่หุ้นไม่ดี แม้แต่หุ้นเกรดAที่มีกิจการผูกขาด
อดีตกำไรเป็นหมื่นล้าน
ปัจจุบันยังลงมาในระดับราคาที่ไม่เห็นด้วยตาคงไม่เชื่อ
ดังนั้นการตัดใจขายขาดทุนคือการประกันความเสี่ยงว่า
เงินทุนจะไม่หายไปมากกว่านี้


แต่หากผลขาดทุนทางบัญชีมากเกินกว่าจะขายขาดทุนได้ ให้ทำข้อ 3

(3) ขายสูงซื้อต่ำ หรือ short against port 
หากวิเคราะห์ว่าหุ้นที่ติดดอยราคาจะลดลงอีก
ให้ขายหุ้นจำนวนหนึ่ง แล้วซื้อกลับที่ราคาต่ำกว่าเดิม
เช่น ติดดอยหุ้นA จำนวน 1000 หุ้น ราคาปัจจุบัน1บาท
ให้ขายทิ้ง500หุ้น
เมื่อราคาหุ้นAลดลงเหลือ 0.9 บาท
ให้นำเงินสดจากการขายหุ้นที่ราคา1 บาท มาซื้อหุ้นคืน

ผลที่เกิดคือ ต้นทุนต่อหุ้นจะต่ำลง
เพราะจ่ายเงินเท่าเดิมแต่มีจำนวนหุ้นมากขึ้น
เมื่อราคาหุ้นหยุดตกและเพิ่มขึ้น
คุณจะหลุดดอยได้ไวหรือเสียหายน้อยลง
หรือหากสถานเลวร้ายสุดขีดคือราคาหุ้นไม่ฟื้นอีกเลย
การขายสูงซื้อต่ำทำให้คุณไม่เจ๊งหนักขึ้น
ซึ่งดีกว่าอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย


ดูคำอธิบายว่า ลดต้นทุนแก้ปัญหาติดดอยได้อย่างไรที่
http://www.thaitfstock.com/2016/01/blog-post.html




คำถามคือ แล้วจะรู้ได้ไงว่า ราคาหุ้นจะลงต่อ
คำตอบส่วนตัวผมคือ ดูจากกราฟราคาหุ้นซึ่งบอกเราว่า
หุ้นมีโอกาสลงต่อหรือขึ้นมากกว่ากัน (แม้จะไม่ถูกทุกครั้งก็ตาม)
กราฟบอกถึง Demand & Supply ของหุ้น
หากความต้องการซื้อมาก โอกาสที่ราคาเพิ่มย่อมมากกว่าลด
กลับกัน หากความต้องการขายมาก
ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่ราคาหุ้นจะลดลงต่อ


ทั้งหมดข้างต้นก็เป็นวิธีแก้ปัญหาติดดอยแบบของผม
หวังว่าคนที่มีปัญหาติดหุ้นคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย


ขอบคุณครับ
ท็อป
#เล่นพื้นฐานผสานเทคนิค

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »
Google