วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

5 วิธีเปลี่ยนนิสัยไม่ดีเพื่อพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ


หากอยากกินมะม่วง คุณต้องปลูกต้นมะม่วง ฉันใด

หากอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องปลูกนิสัยแห่งความสำเร็จ เช่น ขยัน อดทน สร้างสรรค์ ให้งอกงาม ฉันนั้น

อยางไรก็ตาม มีสักกี่คน ที่เกิดมามีแต่นิสัยแห่งความสำเร็จอย่างเดียว


ในโลกแห่งความจริง คนย่อมมีทั้งนิสัยดีและไม่ดี

ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนแก้วเปล่า นิสัยดีคือน้ำดื่มใสเย็น นิสัยเสียคือน้ำเน่าสีคล้ำ

หากเรามีนิสัยเสียมากกว่านิสัยดีมาก ก็เหมือนแก้วที่มีแต่น้ำเน่าอยู่เต็มเปี่ยม

เป็นชีวิตที่มีแต่สิ่งดำมืด หาประโยชน์มิได้

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ลดละเลิก นิสัยไม่ดีให้มากที่สุด


ปัญหาคือนิสัยเสียมักเกาะติดเราเหมือนเงาตามตัว

แม้รู้ว่านิสัยที่ไม่ดี แต่การสลัดมันออกไป ก็ไม่ง่าย

ผมเองก็เคยประสบปัญหานี้มาก่อน

ในอดีต ผมตั้งใจเปลี่ยนนิสัยจากฟุ่มเฟือยเป็นประหยัด เพื่อมีเงินเหลือมาลงทุน

แต่ผลคือผมล้มเหลวในการเปลี่ยนนิสัยแบบไม่เป็นท่า



ผมจีงตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมการเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ จึงยากเย็นนัก

เพื่อแก้ปัญหา ผมหาข้อมูลเรื่องจิตวิทยา สมอง และจิตใต้สำนึก 



ในที่สุดผมก็รู้ “หลักการและวิธีการ" บอกลานิสัยไม่ดีแบบถาวร



ผมเหมือนตายแล้วเกิดเป็นคนใหม่ นิสัยดีกว่าเดิม



จึงขออนุญาตแชร์ในบทนี้



ซึ่งผมเชื่อสุดหัวใจว่า หากอ่านบทนี้จบ

 
คุณเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่ดีได้เช่นกัน



**นิสัยไม่ดีมาจากไหน**


นิสัยไม่ดีเกิดขึ้นอย่างไร ต้องเข้าใจ2เรื่อง 


คือ 1.จิตวิทยา 2.การกระทำ


เรื่องแรกจิตวิทยา จิตคนเรามี2ระดับคือจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก


จิตสำนึกทำหน้าที่ “รู้ตัวและคิด” เช่นเจอทางแยก 


จิตสำนึกทำให้รู้ตัวว่าถึงแยกและคิดว่าจะไปซ้ายหรือขวา 


หรือเมื่อเข้าศูนย์อาหาร จิตสำนึกทำให้รู้ว่าอยู่ร้านข้าว


และคิดว่าสั่งข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว



ส่วนจิตใต้สำนึกเปรียบเสมือนฮาร์ดดิสก์ที่เก็บ“ความทรงจำและความรู้สึก” 


เช่นความทรงจำดีหรือแย่กับบางสิ่ง 


ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ 


ซึ่งข้อมูลในจิตใต้สำนึกสำคัญมาก 


เพราะคนนำสิ่งนี้แสดงออกเป็นการกระทำ 


เมื่อเจอสิ่งรอบตัว จิตสำนึกจะทำตัวเป็นSearch engine 

ไปค้นข้อมูลในจิตใต้สำนึก และนำข้อมูลนั้นมาปฎิบัติ 








ตัวอย่างเช่น เรามีข้อมูลในจิตใต้สำนึกเกี่ยวกับเนื้อว่า เหม็น คาว ไม่อร่อย 

เมื่อเจอเนื้อ เราก็ไม่กิน เพราะข้อมูลในจิตใต้สำนึกสั่งให้ทำแบบนั้น




ข้อมูลในจิตใต้สำนึกนี้แหละคือสาเหตุของนิสัยไม่ดีของเรา 

เพราะหากมีแต่ข้อมูลไม่ดี เช่น ฟุ่มเฟือย กินเก่ง ขี้เกียจ ตื่นสาย โมโหร้าย


ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจิตสำนึกเรียกมาปฎิบัติ นานเข้าก็เคยชิน เกิดเป็นนิสัย


กลายเป็นโซ่ตรวนรั้งเราให้จมปลักอยู่กับสิ่งแย่ๆ


ชีวิตจึงไม่ก้าวหน้า เป็นทุกข์ ขาดแคลนสุข




**วิธีเปลี่ยนแปลงข้อมูลจิตใต้สำนึก**



จิตใต้สำนึกเก็บข้อมูลเหมือนฮาร์ดดิสก์ วิธีการเปลี่ยนข้อมูลก็เหมือนกัน


นั่นคือ ลบไฟล์ขยะทิ้ง เขียนข้อมูลใหม่แทน

ต่อไปนี้คือ 5 วีธีเปลี่ยนข้อมูลจิตใต้สำนึกที่ผมใช้ได้ผล 


1. หาเวลา 1 ชั่วโมงก่อนนอน


เพราะก่อนนอน เป็นเวลาที่คลื่นสมองต่ำ 


คือช่วงที่จิตใต้สำนึกบันทึกข้อมูลใหม่ง่าย



2. 30 นาทีแรก ทำสิ่งทีมี่สุข เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง


ฟังเพลง เหยียดแข้งขา ผ่อนคลาย 


เพื่อพร้อมต่อการใส่ “สิ่งดี” ในจิตใต้สำนึก 


ต้องล้างความเครียด วิตก กังวล ขยะความคิดที่ตกค้างมาทั้งวันก่อน 



3. 30 นาทีต่อมา หลับตา จินตนาการเห็นสิ่งที่คุณอยากเป็นในแบบ “พบ ทำ สุข”

 
ตัวอย่างเช่น อยากเลิกใช้เงินเก่ง จินตนาการว่าเจอสิ่งฟุ่มเฟือย(พบ) 


คุณไม่ซื้อและมีเงินเหลือ(ทำ) แล้วเกิดสุข (สุข) 


คิดแบบนี้อย่างน้อย 10 ครั้งต่อวัน จากนั้นเข้านอน



เคล็บลับคือ คุณต้อง “รู้สึกสุข” จริงๆ ไม่ใช่จินตนาการแต่รู้สึกเฉยๆ


จงรู้สึกเป็นสุขเหมือนช่วงเวลาดีที่สุดของชีวิต


เช่นเอ็นทรานติด สมหวังในรัก เลื่อนตำแหน่ง พบเจอคนรักที่ห่างกันนาน


เพราะความรู้สึกสุขจะฝังลงจิตใต้สำนึก 


ในชีวิตจริง เมื่อเจอของฟุ่มเฟือย

 
จิตสำนึกจะไปค้นเจอข้อมูลว่า “ไม่ซื้อแล้วสุข”


มนุษย์มักทำสิ่งที่ทำให้เกิดสุขเสมอ 


เราจึงมีแนวโน้มจะไม่ซื้อโดยอัตโนมัติ


นี่แหละ คือการเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของคุณ



4. เมื่อตื่น ตั้งเป้าว่า วันนี้จะทำบางสิ่ง 


ที่สอดคล้องกับการเป็นคนใหม่ที่เปลี่ยนนิสัยแล้ว แล้วเขียนให้ชัดเจน 


เช่น อยากใช้จ่ายประหยัด จงเขียนว่า "วันนี้ฉันจะลดกาแฟ 1 แก้ว 


ฉันประหยัดเงิน 30 บาท"



5. ทำสิ่งที่เขียนไว้ เมื่อทำสำเร็จ พูดกับตัวเองในใจว่า


“ฉันเป็นคนใหม่ ฉันมีความสุข” แล้วรู้สึกสุขจริงๆ


เหมือนที่คิดตอนก่อนนอน 


เมื่อทำแบบนี้ครบ 30 วัน คุณจะมีนิสัยใหม่ 



โดยคุณสามารถใช้วีธีนี้เปลี่ยนทุกนิสัยที่คุณต้องการ 


เช่น กินเก่ง ตื่นสาย ขี้เกียจ อะไรก็ได้ที่อยากให้ดีขึ้น 


ดัดแปลงแค่รายละเอียด วิธีการเหมือนเดิมครับ



**เคล็บลับ 2 ประการในการเปลี่ยนนิสัย**






1. ทำทีละอย่าง

หากคุณมีนิสัยเสีย 10 อย่าง จงเปลี่ยนทีละหนึ่ง
 
หากคุณเปลี่ยนนิสัยเสีย 10 อย่างพร้อมกัน 


นั่นคือหนทางสมบูรณ์แบบสู่ความล้มเหลว


ตอนเริ่มต้นเปลี่ยนนิสัย ผมตั้งใจเปลี่ยน 5 นิสัยเสียพร้อมกัน

 
คือ ฟุ่มเฟือย ตื่นสาย ขี้เกียจ สมาธิสั้น ชอบกินอาหารขยะ

 
สิ่งที่เกิดคือ เวลาไม่พอสำหรับทำทุกสิ่ง 


เมื่อเราพยายามยัดเยียดทำทุกอย่างในเวลาจำกัด 


ก็เหมือนยัดหนังสือทั้งห้องสมุดใส่กล่องเล็กๆ ผลคือคุณจะล้มเหลว


เป็นการเพิ่มความซับซ้อนและเครียดโดยไม่จำเป็น 


สุดท้ายผมยกธงขาว ยอมแพ้โดยไม่เปลี่ยนนิสัยเสียแม้แต่อย่างเดียว



ผมเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยจดจ่อกับการเปลี่ยนนิสัยเสียทีละอย่าง 


เริ่มจาก “เลิกฟุ่มเฟือย” เพราะจะเหลือเงินมาลงทุน 


ขยับใกล้เป้าหมายชีวิตคือเป็นนักลงทุนมากขึ้น 


ทำทีละอย่างทำให้พุ่งสมาธิทำตามแผนได้เต็มที่ 


ไม่มีหลายสิ่งมากวนใจ ปฎิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ในที่สุด ผ่านไป 7 เดือน ผมเลิกฟุ่มเฟือยถาวร 


เป็นคนประหยัด อดออม มีเงินเหลือ


ผมลงมือเปลี่ยนนิสัยเสียที่เหลือ ทีละอย่าง 


จนผมเลิกนิสัยขี้เกียจ กับ สมาธิสั้นได้ถาวร 


ซึ่งคงไม่มีวันเกิดขึ้น หากยังฝืนเปลี่ยนนิสัยไม่ดีหลายอย่างพร้อมกัน



ขอให้เชื่อผมในเรื่องนี้ เพราะผมมีประสบการณ์มาแล้วหลายครั้ง 


ถ้าเปลี่ยนนิสัยทีละอย่าง โอกาสสำเร็จจะมีถึง 60-80 % 

ซึ่งดีกว่าเปลี่ยนนิสัยเสีย 10 อย่างพร้อมกัน แล้วล้มเหลว 100 % เป็นไหนๆ 





2. ทำทีละน้อย





เคล็บลับของการเริ่มเปลี่ยนนิสัยคือ ทำให้น้อยกว่าที่คิด 




เรย์มอนด์ แอรอน เป็นชาวแคนนาดา

คือผู้เชี่ยวชาญการอบรม เรื่องตั้งเป้าหมายและเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่า


และเป็นผู้ปลูกฝังนิสัยเศรษฐีพันล้านให้ โรเบิรต์ คิโยซากิ



เขาสังเกตุว่าคนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลง

 
มักทำแบบ “เปลี่ยนแปลงฉับพลัน”


ตัวอย่างเช่น ตั้งเป้ามีเงินเก็บเดือนละ 1 หมื่น 


จากไม่เคยเก็บเงินเลย ก็เก็บเดือนละ 1 หมื่นทันที


หรือจะลดน้ำหนักเดือนละ 5 โล ก็จะลด 5 โลทันที


คนทำแบบนี้ 95% จะล้มเหลว เพราะเป็นการเปลี่ยนแบบหักดิบ 


ทำยาก โอกาสล้มเหลวสูง



เรยมอนด์จึงบอกผู้อบรมว่า จงเริ่มให้น้อยกว่าเป้าหมาย


เช่น ตั้งเป้ามีเงินเกิบเดือนละ 10,000 ให้เริ่มเก็บแค่ 2,000

 
เมื่อเก็บเงิน 2,000 ได้ต่อเนื่องจนนิสัย 


ให้ขยับเป็น 4,000 6,000 จนครบ 10,000


เมื่อใช้วิธีนี้ ผลคือ 80% ของผู้อบรม เก็บเงินได้ 10,000 จริงๆ



การตั้งเป้าหมายทำทีละน้อย มีข้อดีหลายอย่าง


เพราะยิ่งน้อยเท่าไหร่ ยิ่งสำเร็จง่ายเท่านั้น


มีกำลังใจก้าวไปพิชิตเป้าหมายที่สูงกว่า


จริงอยู่ความสำเร็จเล็กน้อยอาจไม่น่าพอใจ


แต่จะเป็นแบบนี้แค่ช่วงแรกเท่านั้น


ถ้าคุณเริ่มสะสมความสำเร็จเล็กๆ


สุดท้ายมันจะรวมเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่


และคุณจะทะยานสู่เป้าหมาย คือเปลี่ยนนิสัยสำเร็จในที่สุด 




**รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน**


ผมขอสรุปด้วยประสบการณ์ผมเอง เพื่อให้ท่านเห็นภาพและนำใช้งานได้จริง


ผมเลือกนิสัย"ฟุ่มเฟือย" มาเปลี่ยน

โดยเป้าหมายใหญ่คือ ออมเดินละ 5000 บาท

แต่ผมเริ่มให้น้อย คือ ตั้งเป้าลดกาแฟวันละแก้ว(จากเดิมกินวันละ 2)

ซึ่งจะประหยัดเดือนละ 600 บาท



ก่อนเข้านอน ผมก็จินตนาการว่า เจอกาแฟ ไม่กิน สุขใจ

ตื่นเช้าเขียนเป็นตัวอักษร และกินกาแฟวันละแก้ว

ดูเหมือนไม่มีอะไรใช่ไหมครับ ก็แค่ลดกาแฟ มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย

แต่ผมล้มเหลวครับ ผมกลับไปกิน 2 แก้ว หลังทำได้แค่ 7 วันเท่านั้น



ประสบการณ์ทำให้ผมซึ้งคำว่า "ทำจากเล็กไปใหญ่"

เพราะถ้าเล็กยังไม่สำเร็จ จะทำการใหญ่ได้อย่างไร

ผมเริ่มใหม่ ครั้งนี้ทำได้ 20 วัน แล้วล้มอีก

แต่ครั้งนี้ มีบางอย่างเกิดขึ้น

ความรู้สึกไม่กินแล้วสุข เริ่มผุดในหัวอัตโนมัติ เหมือนในทฤษฎี

ผมเกิดกำลังใจว่า ถูกทางแล้ว



ครั้งที่ 3 ผมทำได้ 30 วัน

และครั้งที่ 4 ผมก็เลิกกินกาแฟวันละ 2 แก้วโดยถาวร

นี้คือ ความสำเร็จเล็กๆ ครั้งแรกของผม










ผมใช้วิธีเดิม ขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น

ลดเหล้าให้น้อยลง เลิกกินเหล้า เลิกเที่ยว เก็บเงินเดือนละ 1000

ก้าวทีละน้อย แต่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

ในที่สุด ผ่านไป 7 เดือน จากคนฟุ่มเฟือย

กลายเป็นคนอดออม ประหยัด มีเก็บเงินเดือนละ 5000 ได้สำเร็จ



เราเปลี่ยนนิสัยไม่ดีได้ โดยเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกใหม่

ด้วยการจิตนาการคนที่คุณอยากเป็น และปฎิบัติตามนั้น


เมื่อเสริมด้วยการทำทีละอย่าง และเริ่มทีละน้อย


คุณก็สามารถเปลี่ยนนิสัยคุณได้ครับ



ขอบพระคุณครับ

สนับสนุนการเรียนรู้ Google Adword โดย SearchMonopoly

Read More »

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

หนังสือหุ้นบทที่3 :วิธีการเริ่มต้นแบบคนไม่มีเงินและความรู้




หากเราเป็นคนธรรมดาหรือคนจนที่อยากเริ่มเป็นนักลงทุน คำถามคือ ถ้าไม่มีความรู้และเงินทุนเลย จะเริ่มต้นยังไง

คำตอบคือ หาความรู้ คือสิ่งแรกที่ต้องทำ

เพราะความรู้เป็นบิดามารดาของเงินทอง เงินทองคลอดมาจากความรู้เสมอ

และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นลูกชาวนา ชาวบ้านธรรมดา จน  ไม่มีความรู้ ไม่มีเส้นสาย คุณก็หาความรู้ได้ทันที ไม่มีอะไรขวางกั้นคุณจากความรู้ได้



ตอนเริ่มต้นลงทุน ผมไม่มีความพร้อมอะไรเลย พื้นฐานครอบครัวผมฐานะปานกลางค่อนทางยากจน

พ่อมาจากศรีษะเกษ บ้านนอก จน เรียนน้อย ไม่มีสมบัติ ไม่มีธุรกิจครอบครัว

ตอนเรียนผมก็ไม่จบการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ จึงไม่มีพื้นฐานอะไรมากมาย

ตอนเริ่มลงทุนก็มีเงินแค่ 5,000 บาท น้อยกว่าหนี้สินที่มีแบบเทียบไม่ติด

แล้ววันหนึ่ง ผมได้ฟังคำพูดพี่พิชัย จาวลา พูดถึงการเริ่มต้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กล่าวไว้ว่า





ผมชอบคำพูดนี้มาก เพราะหากรู้วีธีลงทุน ปฎิบัติถูกต้อง จากไม่มีเงินจะเริ่มมีเงิน มีเงินน้อยก็จะพัฒนาเป็นมีมาก

ในทางกลับกัน แม้มีเงินมากมายมหาศาลขนาดกองท่วมหัว แตหากไม่มีความรู้ ปฎิบัติผิดพลาด ทุนก็จะหายกำไรจะหด ล้มเหลวในการลงทุนได้ 

ครั้งหนึ่ง นักข่าวสัมภาษณ์ เฮนรี่ ฟอร์ด ชายผู้ถีบตัวเองจากเด็กบ้านนอก ยากจน การศึกษาน้อย กลายเป็นเจ้าของโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่และดีที่สุดในโลกว่า หากเกิดปัญหาและวิกฤตอย่างรุนแรงจนโรงงานของคุณล่มสลาย แล้วคุณสามารถเลือกเก็บสิ่งหนึ่งไว้ได้ คุณจะเลือกเก็บอะไร

ฟอร์ดลองให้นักข่าวลองทาย ส่วนมากตอบว่า เงินหรือวัตถุ เช่น เงินสด 10 ล้านดอลลาร์  โรงงาน หรือเทคโนโลยีผลิตรถยนต์

ฟอร์ดตอบว่า “ไม่ใช่” แล้วก็เอานิ้วชี้ไปที่หัวตัวเอง “สิ่งเดียวที่ผมต้องการ คือ ความรู้ในสมอง”

เพราะเงิน โรงงาน เทคโนโลยี ล้วนกำเนิดจากสิ่งที่อยู่ในหัวทั้งสิ้น แม้ทุกอย่างหายวับไปกับตา ตราบเท่าที่ผมยังมีความรู้ ผมก็สามารถสร้างมันกลับมาได้เสมอ

และนั่นก็คือเหตุผลว่า ทำไมความรู้คือสิ่งแรกที่ควรมี







เรียนรู้เรื่องอะไร

ตอนเริ่มต้น ความรู้ที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนมี 2 เรื่อง คือ

1. สินทรัพย์คืออะไร 2.หนี้สินคือะไร

เพราะสินทรัพย์คือสิ่งที่สร้างเงิน ทำให้คุณมีเงิน มั่งคั่งและร่ำรวยขึ้น

ส่วนหนี้สินพรากเงินจากคุณ ทำให้คุณหมดเงิน มีค่าใช้จ่ายและจนลง

ซึ่งนักลงทุนคือคนที่รู้ว่า อะไรคือสินทรัพย์และสะสมไว้ ละเลยหนี้สิน ดังนั้นจึงยิ่งนานยิ่งรวยขึ้น ห่างไกลจากความยากจนแบบไม่เห็นฝุ่น



แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือ สินทรัพย์หรือหนี้สิน

วิธีการคือ พิจารณาว่า สิ่งของหรือการการกระทำนั้นสร้างเงินสดแก่เราหรือไม่

โดยสินทรัพย์คือ อะไรก็ตามที่สร้างเงินสดแก่เรา ส่วนหนี้สินคือ อะไรก็ตามที่เอาเงินสดออกจากกระเป๋าเรา





โรเบิรต์ คิโยซากิ นักลงทุนระดับโลก ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก เคยซื้อคอนโดมูลค่า 56,000 เหรียญ โดยค่าเช่าหักเงินผ่อนแล้ว เขาต้องจ่ายเงินเดือนละ 100 เหรียญ

เขาดีใจจนเนื้อเต้น มั่นใจสุดขีดว่า เป็นสินทรัพย์ดี เพราะ ทำเลดี มีอนาคต หาคนเช่าไม่ยาก เขาบึงรถไปหาพ่อรวยด้วยความดีใจ

คำแรกที่พ่อรวยพูด คือ "เธอต้องขาดทุนเดือนละ 100 เหรียญ เรื่องอะไรที่ต้องลงทุนเสียเงินแบบนั้น ???"

"ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน 100 เหรียญหรอกครับ เพราะคอนโดราคาขึ้นแน่นอน ส่วนขาดทุนยังลดภาษีได้ นายหน้าบอกว่า ถ้าผมไม่เอา มีคนรอต่อคิวซื้อยาวเป็นหางว่าว" เขาตอบ

แต่เธอจะขาดทุนแน่นอน 100 เหรียญ พ่อรวยตอบ “ส่วนราคาขึ้น เป็นเรื่องอนาคต ไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ คนไม่มีเงินซื้อ ราคาตก เธอจะทำไง เธอจะขาดทุนอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ นี้หรือเป็นการลงทุนที่ดี ?? พ่อเริ่มเป็นห่วงเธอซะแล้วสิ"

บทเรียนแรกที่เธอต้องรู้ คือ สินทรัพย์คือเงินที่เข้ากระเป๋า หนี้สินคือเงินไหลออกจากกระเป๋า ดังนั้นบ้านหลังนี้คือ หนี้สินของเธอ แต่เป็นสินทรัพย์ของธนาคาร เพราะสร้างเงินเข้ากระเป๋าธนาคาร 100 เหรียญทุกเดือน และคอนโดนี้ยังเป็นของธนาคาร ไม่ใช่ของเธอจนกว่าจะผ่อนหมด

บทเรียนที่คิโยซากิได้รับคือ ไม่ว่าสิ่งนั้นเหมือนสินทรัพย์ขนาดไหน หากสิ้นเดือน มันเอาเงินออกจากกระเป๋าเรา ก็ถือเป็นหนี้สินทั้งสิ้น



ความรู้นักลงทุนทำให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างไง


เมื่อรู้ว่าอะไรคือสินทรัพย์และหนี้สิน และมีจิตวิญญาณนักลงทุน ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือ

เพราะนักลงทุนจะมองสิ่งของหรือการกระทำ แตกต่างจากคนธรรมดา โดยมองว่า สิ่งของหรือการกระทำนี้ จะสร้างเงินสดเข้ากระเป๋า หรือ เอาเงินสดออกไปเท่าไหร่

แต่คนธรรมดาจะมองว่าได้อะไรจากสิ่งของหรือการกระทำนี้







ตอนผมเริ่มต้นลงทุน เมื่อรู้นิยามของสินทรัพย์และหนี้สิน ผมเริ่มสำรวจตัวเองว่า มีสินทรัพย์และหนี้สินเท่าไหร่

เมื่อเขียนลงกระดาษ ผมตกใจ ช็อคตาตั้ง เพราะหนี้สินเยอะมาก และเป็นหนี้สินที่ด้อยค่าด้วย

เช่น ค่ากินเหล้า ค่าลงอ่าง ค่าเที่ยว ซื้อโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งที่เก่าก็ใช้ได้ บัตรเงินสด บัตรเครดิต ค่ารถ ค่าบ้าน ฯลฯ

ผมรู้ทันทีว่า สาเหตุความย่อยยับทางการเงิน เกิดจากผมแบกหนี้สินไว้จนหลังแอ่นนี้เอง





ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลง โดยไม่ก่อหนี้เพิ่ม อะไรไม่จำเป็นไม่ซื้อ ปลดหนี้ทีละอัน เสมือนลดความอ้วน ค่อยๆล้างไขมันส่วนเกินออก

การทำดีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอดทน เพราะความสุข สนุก สำราญ หายเกือบหมด  เหล้า เที่ยว ของใช้ หายไป ต้องเอาเงินไปใช้หนี้สิน


เงินเดือนผมไม่เยอะ เมื่อหักเงินไปล้างหนี้สินก็เหลือไม่มาก บางเดือนเงินไม่พอ ต้องขอยืมพ่อแม่เพื่อประทังชีวิต


มีเดือนหนึ่ง ผมขาดเงินรุนแรงตั้งแต่กลางเดือน ต้องกินข้าวเปล่าและมาม่าติดตอกันนานถึง 10 วัน  จนผมแอบร้องให้คนเดียวตอนกลางคืน คิดว่า ทำไมชีวิตเราช่างบัดซบขนาดนี้ 


แต่ในที่สุด ความพยายามผมก็เห็นผล สุขภาพการเงินกลับมาดีขึ้น หนี้น้อยลง เงินเข้ามาขึ้น 

ผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จากคนเสเพลกลายมาเป็นนักลงทุน มีเงินเหลือ ลงทุน สร้างพอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆถึงวันนี้



สรุปคือ ความรู้เรื่องสินทรัพย์และหนี้สิน คือสิ่งแรกที่ต้องรู้ เพราะทำให้เรารู้ว่าอะไรทำให้เรารวยขึ้นหรือจนลงนั่นเองครับ 
Read More »

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สอนเล่นหุ้น : วิธีป้องกันขาดทุนหุ้นจากสินค้าทดแทน


เวลาซื้อหุ้นสักบริษัทฯ  สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ กำไรจะมั่นคงและเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะกำไรเพิ่ม ราคาและปันผลของหุ้นก็เพิ่ม กลับกัน หากกำไรลด ราคาและปันผลจะลดลงตาม


คำถามคือ อะไรคือสาเหตุให้กำไรของบริษัทฯลดลง


บทความนี้ จึงขอกล่าวถึง ภัยคุกคามจาก “สินค้าทดแทน” ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กำไรลดลง


สินค้าทดแทน คือ สินค้าที่ใช้แทนกันได้เพราะประโยชน์เหมือนกัน เช่น ยาสีฟันแทนใบข่อย รถยนต์แทนรถม้า ทีวีสีแทนขาวดำ เป็นต้น  



Iphone แทนโทรศัพท์แบบเก่า



โดยจะเป็น มหันตภัยร้ายต่อบริษัทฯ ทำให้รายได้หาย กำไรลด ขายสินค้าไม่ได้ เมื่อสินค้าทดแทนนั้น “แทนได้ แตกต่าง โดนใจ ดีกว่า” เมื่อเปรียบกับสินค้าที่บริษัทขาย เพราะลูกค้าจะเลิกซื้อสินค้า แล้วยกขโยงไปใช้สินค้าทดแทนแทน


ซึ่งสินค้าทดแทนคือ “ตัวแสบอันดับหนึ่ง” ที่เคยทำบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก พบหายนะมาแล้ว


ในอดีต Kodak คือบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก สินค้าหลักของ Kodak คือ ฟิลม์ถ่ายรูป


ฟิลม์ของ Kodak ได้รับความนิยมอย่างถล่มถลาย พูดได้ว่าผู้ใช้กล้องถ่ายรูปเกือบทุกคนบนโลกต้องเคยใช้ฟิลม์ของ Kodak ตอนนั้น หากใครบอกว่า Kodak จะล้มละลาย ต้องโดนล้อว่า ไม่บ้าก็เสียสติ เพราะสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มองยังไงก็ปิดประตูเจ๊ง


แต่การมาของ “กล้องถ่ายรูปดิจิตอล” ก็ทำให้อาณาจักรของ Kodak ล่มสลาย เพราะเป็นสิ่งค้าที่ใช้งานได้เหมือนกัน แต่ดีกว่า คือ แสดงภาพถ่ายได้ทันที ปรับแต่งแสงสีรูปได้ และอื่นๆ


เมื่อคู่แข่งพัฒนากล้องดิจิตอลอย่างเข้มข้นและนำออกขาย  ยอดขายฟิลม์ถ่ายรูปเริ่มได้ผลกระทบ เพราะคนย่อมชอบสิ่งดีกว่า จึงใช้กล้องดิจิตอลเพิ่มขึ้น  ไม่ต้องการฟิลม์ถ่ายรูปต่อไป


Kodak พยายามแก้เกม เพื่อดับความร้อนแรงของคู่แข่ง  แต่ก็สายเกินแก้  กล้องดิจิตอลกินส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว  ส่งผลให้ยอดขายฟิลม์ถ่ายรูปดิ่งเหว รายได้ของ Kodak ลดแบบฮวบฮาบ


ในที่สุด ปี 2555 บริษัทฯต้องยื่นล้มละลายเพราะขาดทุนบักโกรก ปิดตำนานยักษ์ใหญ่ให้เหลือเพียงชื่อ






อีกตัวอย่างหนึ่ง ปี 2011 Steve Job ให้กำเนิด Tablet ชื่อว่า IPAD ซึ่งใช้ประโยชน์ได้เหมือน Notebook ใน Function ยอดฮิตบางอย่าง เช่น  อินเตอร์เน็ต เมล์  Social Network Youtube Ebook ฟังเพลง เล่นเกม ฯลฯ


แต่มีข้อดีกว่าคือ บางเฉียบ เบา พกพาสะดวก และสามารถลง Application ยอดฮิตใน App Store ได้


ตอนนั้น ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ออกมาตรามาสว่า Tablet ไม่มีทางขึ้นมาทาบรัศมีของ Notebook ได้ แต่ก็หน้าแตกไม่รับเย็บ เมื่อ IPAD ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนบริษัทอื่นกลัว Apple รวยอยู่รายเดียว จึงแห่กันออก Tablet มาขายเพื่อแบ่งเค้ก เกิดเป็นกระแส “Tablet” ฟีเวอร์


ส่งผลให้ยอดขาย Tablet ทั่วโลกพุ่งกระฉูด สวนทางกับยอดขาย Notebook แบบ 180 องศา


Tablet Affect สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก Sonyบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ยกธงขาวขายธุรกิจNotebookทิ้ง เพราะยอดขายไม่กระเตื้อง  HP ไล่พนักงานออกระนาว 30,000 คน เป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท  เพื่อลดการขาดทุน และ Intel ปลดพนักงานออกถึง 5% ของพนักงานทั้งหมด เพราะยอดสั่งซื้อ CPU เพื่อใช้ใน Notebook ลดลงอย่างหนัก



ยอดผลิตโน๊ตบุ๊คตกต่ำทั่วโลก




และนี้คือภัยคุกคามจาก “สินค้าทดแทน” ที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่



เราจะหาข้อมูลของ “สินค้าทดแทน” ได้อย่างไร






วิธีการคือ “อ่านข่าว”ให้มากที่สุด เช่น หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ข่าวหุ้น  ข่าวจากอินเตอร์เน็ต ฯลฯ เพื่อให้รู้ว่า ธุรกิจไหนรุ่งหรือร่วง เกิดสินค้าทดแทนหรือไม่ สภาวะอุตสาหกรรมเป็นไง


อ.ชาย กิตติคุณาภรณ์ กล่าวว่า ตลอดเวลาเล่นหุ้น 25ปี สิ่งที่เขาทำเกือบทุกวันคือ ติดตามข่าวเศรษฐกิจและบมจ.  เพราะจะได้ทันสถานการณ์ ซึ่งหากมีสินค้าทดแทน หรือ มีเหตุที่ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานบริษัท จะได้ตัดสินใจฉับไวและมีประสิทธิภาพ


นักลงทุนจึงควรเป็นหนอนหนังสือ ยิ่งอ่านเยอะยิ่งดี จะได้เปรียบนักลงทุนขยันน้อยมหาศาลครับ


รู้ได้ไงว่า “ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน” ก่อตัวแล้ว
1. ยอดขายสินค้าทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าสินค้าแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งการเพิ่มมาจาก “ขายจำนวนมากขึ้น” เช่น ผู้ใช้มากขึ้น ขยายสาขา ส่งออกต่างประเทศ ยิ่งยืนยันว่า สินค้าได้รับความนิยม ซึ่งเราสามารถเกาะติดยอดขายได้จากข่าว สื่อต่างๆ อินเตอร์เน็ต หรือการพูดคุยกับคนในวงการนั้น


ควรตรวจสอบด้วยว่า ยอดขายของสินค้าค่อยๆเพิ่มหรือพุ่งเป็นจรวด หากเพิ่มอย่างรวดเร็ว ก็สันนิษฐานไว้เลยว่า อาจส่งผลกระทบกับสินค้าเดิมอย่างรุนแรง ครั้งที่ Iphone  วางขาย มียอดขายพุ่งกระฉูดเกือบทั่วโลก ขายดีจนโรงงานผลิตไม่ทัน สุดท้าย Iphone และSmartphone แบบจอสัมผัส ก็เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือไปตลอดกาล



2.เกิดการเลียนแบบ  เมื่อสินค้าทดแทนวางตลาด แล้วเกิดสินค้ารูปแบบเหมือนกันแต่ต่างยี่ห้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณสะท้อนว่า สินค้าขายได้และมีที่ยืนในตลาดแล้ว มิฉะนั้น คู่แข่งคงไม่ผลิตออกมาขาย



เมื่อสินค้ามีหลายยี่ห้อ จึงเกิดการแข่งขัน ราคาสินค้าจะถูกลง  ลูกค้าจึงมีโอกาสซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นด้วย ยิ่งทำให้ยอดขายสินค้าทดแทนเติบโต จนกินส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าเดิมมากไปอีก








3. มีคนประทับใจเป็นวงกว้าง สินค้าทดแทนที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม มักเป็น Talk of the town เมื่อ Iphone วางขายครั้งแรก ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากอเมริกันชนและแพร่กระจายไปทั่วโลก พอวางขายในไทย ผู้ที่ซื้อใช้ 90%พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยอดเยี่ยม คุ้มค่า น่าใช้ ” การมีคนสนใจจำนวนมาก ทำให้สินค้าน่าสนใจและมียอดขายถล่มถลายในที่สุด





ดังนั้นควรหมั่นตรวจว่าสินค้าสร้างกระแสสังคมได้หรือไม่ ด้วยการดูความเห็นตาม Web board ว่าคนพูดถึงอย่างไร  มีข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับหรือไม่ โทรทัศน์ทำรายงานพิเศษไหม คนรอบข้างหันมาใช้หรือเปล่า ถ้าหากมีกระแสสังคมอย่างร้อนแรง ก็เดาได้เลยว่า สินค้าทดแทนนี้ จะสร้างปัญหาหนักให้ยอดขายสินค้าเก่าแน่ครับ


Read More »
Google